The Money Coach Story

FinalPixMCOS3

ตั้งแต่ปี 2548 ที่ผมเริ่มต้นก่อตั้งชมรมพ่อรวยสอนลูกแห่งประเทศไทย เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางการเงินให้กับผู้คน มีเรื่องราวต่างๆผ่านเข้ามาในชีวิตผมมากมาย หลายเรื่องทำให้ผมเก่งขึ้น เปิดหูเปิดตามากขึ้น ได้เรียนรู้ความคิดและเข้าใจผู้คนมากขึ้น มีความสุขมากขึ้น และที่สำคัญที่สุด …

มันทำให้ผมอยากช่วยเหลือผู้คน ด้วยการให้ ความรู้ทางการเงินที่ถูกต้อง มากยิ่งขึ้นไปอีก

ลองติดตามเว็บไซต์นี้นะครับ แล้วผมจะนำเรื่องราวต่างๆของการเป็นมันนีโค้ช ตลอดระยะเวลา 10 กว่าปี มาเล่าให้ฟังกันครับ!

 

 

 

จอมโจรไมค์

pexels-photo-207756

1.

เด็กชายสอดมือเข้าไปใต้โต๊ะ ควานเจอถุงพลาสติกใส่ข้าวต้มมัดอยู่สองมัดใหญ่ รู้ได้ทันทีโดยไม่ต้องทาย ไมค์เอาขนมที่บ้านมาฝากเขาอีกแล้ว!

ตั้งแต่ได้รับมอบหมายหน้าที่จากครูวิกรม เด็กชายก็ได้กินขนมฝีมือแม่ของไมค์ทุกเช้า ทั้งทองหยอด ขนมกล้วย ขนมตาล ขนมใส่ไส้ และอื่นๆอีกมากมาย แต่ที่เขาโปรดปรานที่สุด ก็คือ ขนมที่ทำจากข้าวเหนียวผัดกับกะทิ ห่อด้วยใบตอง ใส่ไส้กล้วย หรือข้าวต้มมัดนั่นเอง

เด็กชายค่อยๆ แกะใบตองที่ห่อขนมออก กัดข้าวต้มมัดครั้งละคำน้อยๆ ด้วยไม่อยากให้มันหมดเร็วเกินไป

“อร่อยมั้ย” ใครคนหนึ่งส่งเสียงถามมาจากด้านหลัง

เด็กชายไม่ตอบ ได้แต่อมยิ้มเคี้ยวข้าวต้มมัดในปากต่อไป

“ว่าจะติดข้าวเหนียวสังขยามาให้นายด้วย แต่แม่ฉันยังมูนข้าวเหนียวไม่เสร็จต้องรีบมาโรงเรียนเสียก่อน”

“แค่นี้ก็พอแล้ว ฝีมือแม่นายสุดยอดมาก อร่อยทุกอย่างเลย”

เด็กทั้งสองคุยและยิ้มให้กันอย่างมีความสุข

2.

ชายวัยกลางคนเดินผ่านประตูโรงเรียน เข้ามาถึงอาคารเอนกประสงค์สีขาว สูง 2 ชั้น ในอดีตบริเวณนี้เป็นลานกว้าง แต่ปัจจุบันด้วยจำนวนนักเรียนที่มากขึ้น โรงเรียนขยายที่ทางออกไปไม่ค่อยได้ จึงเริ่มดัดแปลงพื้นที่ที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด ที่โล่งสำหรับทำกิจกรรม หรือแม้กระทั่งสระน้ำ ถูกถมทำเป็นห้องเรียนจนหมด จนแทบไม่เหลือที่ให้เด็กๆได้นั่งหย่อนใจกัน

สมัยเขาเรียน ชั้นหนึ่งมีเด็กเพียง 3 ห้อง ชั้นเรียนเดียวกันก็จะรู้จักกันหมด รู้แม้กระทั่งชื่อพ่อแม่ เรียกล้อกันจนเป็นชื่อตัว แต่ปัจจุบันปาเข้าไปชั้นละ 10 ห้องเข้าให้แล้ว จากโรงเรียนเล็กๆ ก็กลายเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงโด่งดังในย่านนั้น

เมื่อเดินถึงหน้าโต๊ะรับรอง เด็กสาวคราวลูกเดินเข้ามาสวัสดี ขอดูบัตรเชิญ แล้วพาเขามานั่งตามโต๊ะที่จัดเตรียมไว้ เขายิ้มทันทีที่สังเกตเห็นป้ายบนโต๊ะ ขนาดเท่าฝ่ามือ พิมพ์ด้วยหมึกสีน้ำเงิน

“รุ่น 1”

“ดีเว้ย! ไอ้หมอ” ใครคนหนึ่งตะโกนเรียก โบกมือให้ เดินตรงเข้ามาหาเขา เขายิ้มและโบกมือตอบ

แม้จะไม่ได้เจอกันนาน แต่เขาก็ยังจำวิธานได้เสมอ วิธานเป็นเด็กเก่งคนหนึ่งของสายชั้น เป็นลูกครูวิกรม ครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ สมัยเรียนวิธานชอบแข่งกับเขาทุกเรื่อง แต่เขาไม่ได้อยากแข่งด้วย และรู้สึกเฉยๆเวลาที่เป็นผู้แพ้ แต่วิธานไม่คิดเช่นนั้น

เขายังจำปีสุดท้ายที่ตัวเองได้รับเลือกเป็นประธานนักเรียนได้ วันนั้นวิธานโกรธมากที่แพ้การเลือกตั้ง หลังจากนั้นวิธานเริ่มเงียบกับเขา แม้เขาจะพยายามทักทายพูดคุยกับวิธาน แต่ก็ไม่เป็นผล และนับตั้งแต่วันนั้นทั้งสองคนก็ไม่คุยกันอีกเลย

หลังจบ ป. 6 วิธานเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนมัธยมประจำจังหวัด จากนั้นก็สอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ได้ ส่วนเขาติดตามพ่อมาอยู่ที่กรุงเทพ เรียนโรงเรียนชายล้วนช่ือดัง ก่อนเข้าเรียนต่อคณะแพทย์ และกลายมาเป็นคุณหมออย่างในทุกวันนี้ เขายังจำภาพตัวเองในวันสมัครสอบเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยได้ เขาเลือกแพทย์เพียงอันดับเดียว เพื่อตามใจผู้เป็นแม่ อีกห้าอันดับที่เหลือเขาเลือกวิศวะทั้งหมด เพราะอยากเรียนวิศวะมากกว่า

สุดท้ายแม่ของเขาเป็นฝ่ายสมหวัง ส่วนเขาเองผิดหวังหรือเปล่า เขาก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

แม้จะย้ายไปเรียนต่อที่กรุงเทพ แต่ทุกปิดเทอมเขาก็ยังได้มาเจอกับเพื่อนๆกลุ่มนี้อยู่ตลอด เนื่องด้วยแม่ของเขาอยู่ที่นี่ แม่เป็นคนที่นี่ เกิดที่นี่ พอแยกทางกับพ่อ แม่จึงกลับมาอยู่กับตาและยาย ทุกครั้งที่กลับมา ก็มักจะได้เจอกับเพื่อนเก่าสมัยประถมอยู่เสมอ

“เป็นไงวะ เมียกี่คนแล้ว”

“เมียคนเดียว ลูกสอง”

“อยู่โน่นสบายเลยสิ ผ่าตัดทีคงได้เงินเยอะน่าดู”

คุณหมอยิ้ม ไม่พูดอะไรเพิ่ม

“แล้วทำไมปีนี้ถึงมาได้ละท่าน ปกติงานเลี้ยงรุ่นทีไรเห็นเบี้ยวตลอด”

“พอดีมีเคสที่เมืองไทย”

“บินมาโกยเงินละสิ”

คุณหมอยิ้มแหยๆ วิธานก็ยังเป็นวิธานคนเดิมจริงๆ

“รู้ยังว่าไอ้ไมค์มันได้รับรางวัลนะปีนี้”

“รู้ นับดาวเล่าให้เราฟัง”

“ฮั่นแน่! ยังติดต่อกันอยู่อีกเหรอ”

“ก็เพื่อนกันนี่”

“สามสิบกว่าปีแล้ว ไม่น่าเชื่อเลยเนอะ”

“อืมมมม”

“ที่ไม่น่าเชื่อกว่า ก็ไอ้ไมค์นี่แหละ มันมาถึงจุดนี้ได้ยังไง”

คุณหมอยิ้ม ภาพของไมค์เมื่อสามสิบปีก่อน ลอยกลับเข้ามาในหัว

3. 

“ไอ้ไมค์!!!” เสียงครูวิกรมตวาดดังลั่นห้อง

เด็กชายรูปร่างท้วม ผิวเข้ม ตัวใหญ่กว่านักเรียนทุกคนในชั้น ยืนนิ่งอยู่หน้ากระดาน เหงื่อไหลเปียกชุ่มไปทั้งตัวด้วยความกลัว

“เรียนอย่างมึงเนี่ย จบไปจะไปทำอะไรกับเค้าได้วะ ฮะ!”

ไมค์ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ก้มหน้านิ่งไม่ตอบ

“โง่เป็นควายอย่างนี้ เต็มที่ก็เป็นได้แค่โจรแหละมึงอ่ะ!” ครูวิกรมพิพากษาลูกศิษย์อย่างเผ็ดร้อน

ไมค์ยืนน้ำตาไหล ไม่มีเสียงร้อง พยายามข่มตัวเองไม่ให้มีแม้แต่เสียงสะอื้น

“มีใครจะรับอาสา สอนไอ้ไมค์ทุกเช้าได้บ้างมั้ย”

ทั้งห้องเงียบไปครู่ใหญ่

“ดูแล้วกัน ไม่ใช่ข้าคนเดียวที่คิดว่าเอ็งไม่ได้เรื่อง” ครูวิกรมแสยะยิ้มใส่ไมค์ที่เงยหน้าขึ้นมาสบตา

“ผมเองครับ ผมจะช่วยสอนการบ้านไมค์เอง”

“ต่อไปนี้ 7 โมงเช้าของทุกวัน เอาการบ้านมาให้กวีเขาช่วยดู เข้าใจมั้ย!” ครูวิกรมหันไปขึ้นเสียงกับไมค์

“ครับ” ไมค์ตอบ ก่อนหันมามองเพื่อนหน้าห้องที่เขาแทบไม่เคยได้คุยด้วยเลยสักครั้ง

4.

แขกเริ่มทยอยกันเข้ามาในงานเรื่อยๆ โต๊ะรุ่น 1 ที่จัดเตรียมไว้สี่ตัว ตอนนี้เหลือเก้าอี้ว่างแค่ 4-5 ตัว เขารู้สึกดีที่นับดาวและเพื่อนคนอื่นๆในห้องมาถึงแล้ว ทำให้เขาไม่ต้องนั่งคุยกับวิธานตามลำพังอีกต่อไป

แต่ก็นั่นแหละ ประโยคแรกที่เพื่อนทักทายเขา ก็ไม่ต่างอะไรจากที่วิธานทักมากนัก

“อ้าว … ทำไมปีนี้มาได้หละ”

“ลมอะไรหอบมาครับคุณหมอ”

“นึกว่าโกยเงินฝรั่งจนลืมเพื่อนจนๆไปแล้ว”

อาหารเริ่มวางลงตามโต๊ะ ผู้คนเริ่มทานกันไปคุยกันไป ส่งเสียงดังแข่งกัน จนบางครั้งต้องพูดกึ่งตะโกน และก็เหมือนทุกๆงานเลี้ยง ที่แทบไม่มีใครสนใจกิจกรรมบนเวทีสักเท่าไหร่

“ทำไมไมค์ยังไม่มา” เขาเอ่ยปากถามนับดาว

“มาแล้วนะ เห็นอยู่ด้านหลังเวที งานนี้เขาเป็นพระเอก คงต้องเตรียมตัวกันหน่อย”

“ไม่น่าเชื่อเนอะ”

“อะไรนะ”

“บอกว่าไม่น่าเชื่อ”

“เรื่องอะไร”

“ก็ไมค์ไง”

5.

“เราทำไม่ได้หวะ ยอมจริงๆ” เด็กชายร่างท้วมโยนดินสอลงบนโต๊ะ

“เฮ้ย! ใจเย็นๆสิ นายทำมาถูกเกือบหมดแล้ว ผิดตอนสุดท้ายนิดเดียวเอง”

“ก็นั่นแหละ ผิดนิดเดียว ก็ผิดทั้งหมดใช่ป่ะหละ”

กวีสังเกตเห็นน้ำตาของไมค์ไหลออกมาเป็นทางยาว จนรู้สึกสงสารเพื่อนจับใจ

“เราคงได้เป็นโจรอย่างที่ครูวิกรมว่าจริงๆ” ไมค์ปล่อยโฮออกมาเสียงดัง

“นายเป็นคนจิตใจดี นายจะเป็นโจรได้ยังไง”

ไมค์นิ่งไปครู่หนึ่ง

“นายคิดอย่างนั้นเหรอ”

“จริงสิ! นายแค่ทำเลขไม่ได้ นายไม่ใช่คนไม่ดีสักหน่อย”

“คนไม่ดีหนะ ไม่เอาขนมอร่อยๆ มาแบ่งเพื่อนทุกเช้าหรอก”

“แค่เอาขนมมาให้เพื่อนทุกเช้า ก็เป็นคนดีแล้วเหรอ”

“อืมมม”

“ง่ายดีเนอะ!”

“มองโจทย์เลขเป็นขนมสิ”

“ยังไง”

“ก็อะไรที่ง่ายๆ เขาก็ว่า ‘ของกล้วยๆ’ หรือ ‘ขนม’ อะไรทำนองเนี้ย”

“มั่วแล้วนายอ่ะ”

“เราก็มั่วแบบนี้ตลอดแหละ”

“สอนเราบ้างสิ มั่วแล้วเรียนเก่งแบบนี้อ่ะ”

“ได้! งั้นเรามามั่วเลขกันต่อ”

ไมค์ยิ้ม หยิบดินสอขึ้นมา นั่งมองการบ้านของตัวเองอีกครั้ง

6.

มืออุ่นๆเอื้อมมาจับไหล่เขาทางด้านหลัง กวีสะดุ้งเล็กน้อยก่อนหันหน้ากลับไปมอง ครูวิกรมนั่นเอง เขาลุกขึ้นยืนและไหว้อย่างนอบน้อม ครูแตะมือเขาเบาๆเป็นการรับไหว้

“ว่าไงคุณหมอ สบายดีนะ”

“สบายดีครับครู”

“ครูดูแข็งแรงขึ้นมากนะครับ”

“ก็ฝีมือคุณหมอนั่นแหละ ขอบใจมากนะที่ช่วยให้ครูให้ไม่ต้องนั่งรถเข็นไปไหนมาไหน”

“ด้วยความยินดีอย่างที่สุดครับ ผมมีวันนี้ได้ก็เพราะครูครับ”

“ครูจะทักแต่เด็กเรียนเก่งเด็กหน้าห้องเหรอคะ เด็กเรียนปานกลางนั่งค่อนไปทางท้ายห้องอย่างหนู สงสัยครูจะลืมชื่อไปแล้ว” นับดาวก้มสวัสดีคุณครู

“เพิ่งเจอกันปีก่อน จะลืมได้ยังไง วันก่อนครูยังไปซื้อของร้านพ่อเธออยู่เลยแม่นับดาว”

เสียงหัวเราะพูดคุยของครูและลูกศิษย์ เรียกบรรยากาศวันคืนเก่าๆกลับมาได้อย่างง่ายดาย

“แล้วนี่เจอไมค์กันหรือยังหละ”

“ยังเลยครับครู”

“อีกสักครู่ก็คงจะขึ้นเวทีแล้วหละ”

“ไม่น่าเชื่อเลยนะคะครู”

“ใช่! ไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ”

ครูวิกรมมองขึ้นไปบนเวที พิธีการกำลังจะเริ่มต้นขึ้น

7.

เด็กชายรูปร่างท้วมผิวคล้ำนั่งอยู่ตรงระเบียงห้องเรียน ในมือถือสมุดรายงานผลการเรียน

“มาอยู่นี่เอง ตามหานายตั้งนาน” กวีเอ่ยปากเมื่อหาเพื่อนเจอ

“เรียนจบซะทีเนอะ”

“อืมม … จบแล้วนายจะเรียนต่อที่ไหนหละ”

“ไม่แล้วหละ เราขอแม่ไม่เรียนต่อ จะออกมาช่วยแม่ทำงานหนะ แล้วเรียน กศน. เอา”

“อ้าว! … เหรอ”

“วันนึงนายต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยและได้รับปริญญาแน่ๆ เรามั่นใจ”

“อืมมม”

ไมค์ยื่นสมุดพกให้กวี

“เพราะนายเลยนะ เราถึงเรียนจบ”

“ไม่หรอก นายทำได้เองต่างหาก”

“ขอบใจมากเพื่อน”

กวีนิ่งไปสักครู่ “แล้วเราจะได้เจอกันอีกมั้ย”

“แน่นอน”

“แล้วเราจะได้กินข้าวต้มมัดฝีมือแม่นายอีกมั้ยอ่ะ”

“ที่แท้ห่วงขนม”

เสียงหัวเราะแห่งมิตรภาพในวันนั้น ยังคงส่งเสียงกังวาลมาถึงค่ำคืนนี้

8.

พิธีกรประกาศชื่อ ‘ศิษย์เก่าดีเด่น” ประจำปี “วิรุฬ พลพา” หรือ ไมค์ เป็นศิษย์เก่าที่สร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียน ในฐานะนักธุรกิจแห่งปี จากการคัดเลือกของนิตยสารการเงินการธนาคาร ธุรกิจขนมไทยของเขาบุกตลาด AEC และยุโรป สร้างงานและสร้างรายได้เข้าประเทศปีละมหาศาล

วิรุฬ พลพา เดินขึ้นรับรางวัลจากผู้อำนวยการโรงเรียนคนปัจจุบัน วิกรม พิมชาติ ก่อนกล่าวเป็นเกียรติแก่งานในวันนี้

ผมขอขอบคุณโรงเรียนที่ช่วยบ่มเพาะวิชาความรู้ให้กับผม ขัดเกลาผมให้เป็นคนดี โดยเฉพาะท่านผู้อำนวยการ วิกรม ที่อบรมสั่งสอนจนผมได้ดิบได้ดีในวันนี้ และเพื่อเป็นการตอบแทนโรงเรียนอันเป็นที่รัก ผมขอมอบทุนการศึกษา 1 ล้านบาท ให้กับเด็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อให้พวกเขาได้มีโอกาสเรียนในระดับที่สูงขึ้นไป

หลังจบคำกล่าว เสียงปรบมือดังทั้งห้องประชุม เพื่อนๆรุ่นหนึ่งลุกขึ้นยืนปรบมือให้อดีตเด็กชายร่างท้วม ผิวเข้มคนนั้น ใครบางคนแอบเห็นน้ำตาของครูวิกรม

9.

21.00 น. กวีลาเพื่อนๆ และครู เดินออกมาเงียบๆ เขารู้สึกเสียดายท่ีไม่มีโอกาสได้คุยกับไมค์ เพราะหลังลงมาจากเวที ทั้งครูและเพื่อนๆ ก็เข้าไปทักทายและห้อมล้อมเขา ไม่นับรวมนักข่าวอีกจำนวนหนึ่งที่รอทำข่าวไมค์อยู่ด้วย มีใครบางคนพูดกันว่า ไมค์ได้รับทาบทามจากพรรคการเมืองบางพรรค ให้ลงสมัคร สส. ในสมัยหน้าด้วย

กวีเดินมาถึงที่รถ กดรีโมทเปิดประตู

“ทำไมรีบกลับจังละ”

กวีหันไปเจอเพื่อนเก่า ทั้งสองโผกอดและจับไม้จับมือกันด้วยความดีใจ

“เราต้องกลับอเมริกาเที่ยงคืนนี้ ยินดีกับนายด้วยนะ เราดีใจด้วยจริงๆ”

“ขอบคุณมากเพื่อน นี่นามบัตรเรานะ ไว้คุยกัน”

“ได้เลย”

“เออ … รอแป๊บนะ”

ไมค์เดินกลับไปที่รถ กลับมาพร้อมขนมในมือหลายถุง

“เดี๋ยวนี้ข้าวต้มมัดเขาไม่ห่อใบตองแล้วนะ ใส่กล่องแพคเกจสวยแบบนี้เลย ส่วนนี้ก็ขนมกล้วย ขนมตาล ก็อย่างละนิดละหน่อย”

“พกขนมติดรถประจำเลยเหรอ”

“เปล่า! เราได้ยินจากนับดาวว่านายจะมา เลยเตรียมมาฝาก แม่เราฝากความคิดถึงมาถึงนายด้วยนะ”

“ในที่สุด นายก็ไม่ได้เป็นจอมโจรไมค์ แต่เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ” กวีย้อนคำพูดครูวิกรมทวนความหลัง

“อยากจะบอกว่าขายขนมไทยนี่ง่ายกว่าทำโจทย์เลขตั้งแยะ!!” เพื่อนสนิทในวัยเด็กระเบิดเสียงหัวเราะขึ้นพร้อมกัน

“เดินทางปลอดภัยนะเพื่อน กลับเมืองไทยเมื่อไหร่โทรหากันบ้างนะ”

“แน่นอน! …”

กวีขับรถออกจากโรงเรียนด้วยหัวใจพองโต การได้พบเพื่อนสนิทที่ห่างกันไปหลายปีเหมือนดึงวันคืนที่เคยสร้างวีรกรมร่วมกันกับมา ยิ่งได้เห็นไมค์เป็นอย่างทุกวันนี้ ยิ่งทำให้เขามีความสุขและดีใจอย่างมาก ที่วันนั้นเขาตัดสินใจยกมือขออาสา

ไมค์ไม่ได้เป็นโจรอย่างที่ครูวิกรมทำนายไว้ ตรงกันข้าม เขาประสบความสำเร็จในแบบของตัวเอง

ความเป็นเลิศทางการศึกษาที่คนกลุ่มหนึ่งเป็นผู้ออกแบบขึ้น ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต … สามสิบกว่าปีของเขา ไมค์ และเพื่อนๆ ได้ตีตกความเชื่อน้ันไปแล้ว

น่าเสียดายที่ทุกวันนี้ ยังมีคนหลงในมายาคตินั้น

พิมพ์เงินใช้เอง

money-card-business-pocket

เปิดหัวมาแบบนี้หลายท่านอาจคิดว่าโค้ชนี่อยู่ดีไม่ว่าดี หาเรื่องใส่ตัวซะแล้ว …

ที่จริงแล้ววลีข้างต้น ผมไม่ได้หมายถึงการพิมพ์เงินใช้เองจริงๆหรอกครับ แต่ผมอุปมาถึงการครอบครอง “ทรัพย์สินที่ให้กระแสเงินสด” ให้เราเป็นประจำ หรือ Cash Generating Assets โดยที่เราไม่ต้องทำงานทุกวันต่างหาก

แนวคิดทรัพย์สินที่ให้กระแสเงินสด หรือ passive income นั้น เป็นที่รู้จักกันมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากหนังสือพ่อรวยสอนลูก (Rich Dad Poor Dad) ซึ่งเขียนโดย โรเบิร์ต ที คิโยซากิ เข้ามาในเมืองไทยเมื่อราว 10 กว่าปีก่อน

ผมเองได้อ่านหนังสือเล่มนี้ครั้งแรกในปี 2000 และหยิบเอาแนวคิดในหนังสือมาลองผิดลองถูก (จะว่าไปผิดมากกว่าถูกอีกนะ) แก้ไข เรียนรู้ และเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำไปเรื่อย จนกระทั่งมีอิสรภาพทางการเงินได้ในอีก 8 ปีถัดมา

สิบกว่าปีที่ผ่านมา หลักการดังกล่าวผ่านตาและผ่านความคิดของคนนับแสนๆคน แต่ก็นั่นแหละ คนจำนวนไม่น้อยมักแค่ได้อ่าน ได้เรียน ได้รู้ แต่ไม่เคยลองทำ ก็เลยไม่เข้าใจ และทำไม่ได้จริง (แถวบ้านผมเรียก มี Money Literacy แต่ไม่มี Money Fitness)

ทั้งๆที่ในความจริงแล้วหลักของการสร้างทรัพย์สินที่ให้กระแสเงินสดนั้นแสนจะเรียบง่าย และมีวิธีการเป็นพันเป็นหมื่นวิธีที่จะพิมพ์เงินใช้เองจากทรัพย์สินที่เราสร้างขึ้น

  • มีเงินก้อน (มากพอ) ฝากเงินกินดอกเบี้ย ซื้อพันธบัตร กองทุนรวม หรือลงทุนหุ้นกินปันผล
  • ใช้พลังทวีของเงินกู้ ซื้ออสังหาริมทรัพย์ให้เช่า
  • สร้างธุรกิจขึ้นมาสักอย่าง วางระบบให้คนอื่นมาทำงานให้ วางมือ แล้วก็วางใจให้คนอื่นทำ จากนั้นก็หมั่นคอยตรวจสอบ ตรวจดูกิจการ และเก็บกินกำไร
  • สร้างงานที่เป็นลิขสิทธิ์ หรือสิทธิบัตร แล้วเก็บกินส่วนแบ่งจากสิทธิ์นั้น ฯลฯ

ทั้ง “ดอกเบี้ย” “เงินปันผล” “ค่าเช่า” “กำไร” และ “ค่าลิขสิทธิ์” ก็คือ เงินสดที่ทรัพย์สินของเราพิมพ์ออกมาให้เราใช้ไปตลอด ตราบเท่าที่เรายังคงถือครองมันอยู่

ฟังดูแล้วก็ไม่น่าจะมีอะไรยาก แล้วทำไมคนหลายคนที่รู้ ถึงยังทำกันไม่ค่อยได้

คำตอบที่ผมสัมผัสด้วยตัวเองตลอดหลายปีที่ทำหน้าที่มันนีโค้ช ก็คือ คนจำนวนไม่น้อยอดทนรอคอยให้ทรัพย์สินที่สร้าง ค่อยๆทำเงินไม่ได้ (มันไม่ได้เร็วนะ) พวกเขามักเลือกทำแต่งานที่ได้ “เงิน” แน่ๆ หรือได้เงินในทันที 

ผิดกับคนที่อดทนรอได้ รอคอยเป็น ที่ยอมและยินดีที่จะแลกทรัพยากรบางส่วนที่มี​ (โดยเฉพาะเวลา) เพื่อสร้าง “ทรัพย์สิน” โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ทรัพย์สินสร้างเงินให้กับพวกเขาในอนาคต แม้ในช่วงเริ่มต้นจะยังไม่มีรายได้เข้ากระเป๋าเลยสักบาท แถมยังอาจต้องมีค่าใช้จ่ายไหลออกจากกระเป๋าทุกเดือนอีกด้วย

ลูกศิษย์ผมคนหนึ่งหนีชีวิตเมืองกรุง กลับไปอยู่บ้านที่ต่างจังหวัด ปลูกต้นกล้วยไว้ขายใบตองส่งออกต่างประเทศ เขาเล่าว่ากว่ากล้วยจะแตกหน่อและเริ่มเก็บใบตองมาขายได้ ต้องลงทุนทั้งเงิน และเวลา ประคบประหงมหน่อกล้วยอยู่นาน 6-8 เดือน เรียกได้ว่าช่วงแรกมีแต่รายจ่าย ไม่มีรายได้เข้ามาเลย

ในตอนนั้นเขาสารภาพว่า แอบคิดกลับไปกลับมาอยู่ตลอด ว่าตัวเองคิดผิดหรือเปล่า แต่หลังจากต้นกล้วยเริ่มตัดใบขายได้ ความคิดอ่านก็เริ่มกลับเข้าที่เข้าทาง เพราะเร่ิมได้เงินกลับเข้ากระเป๋า ให้พอมีกำลังใจขึ้นบ้างแล้ว

ถึงตอนนี้เขาเล่าว่าเริ่มสบายแล้ว เพราะตอนนี้ใบตองตัดขายได้ทุกเดือน และถ้าดูแลต้นกล้วยได้ดี (แท่นพิมพ์เงิน) เขาก็จะตัดใบตองสร้างรายได้แบบนี้ไปได้อีก 20-30 ปีเลยทีเดียว

หากขาดแผนการที่ดี และอดทนรอคอยไม่เป็น ผมเชื่อว่าแค่คิด ก็ไม่อยากปลูก ไม่อยากรอแล้วครับ สู้หันหลังกลับไปทำอะไรที่ทำแล้วได้ “เงิน” ทันทีหรือทุกสิ้นเดือนเลยคงดีกว่า

เช่นเดียวกันกับนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์รายใหม่ ที่ต้องออกเดินดูอสังหาฯ กว่า 20 แห่ง ถึงจะได้ทรัพย์ดีดีไว้ลงทุนสักหนึ่งแห่ง (สูตรจริงๆ ต้อง 100-20-3-1 เลยนะ ดู 100 หมายตาไว้สัก 20 คัดเพื่อยื่นข้อเสนอ 3 แล้วซื้อ 1)

เหนื่อยก็เหนื่อย ร้อนก็ร้อน แถมยังไม่รู้อีกว่า ที่คิดไว้คำนวณไว้ หรือคาดการณ์เอาไว้จะถูกหรือเปล่า จะได้เงินจริงมั้ย ถ้าเดินแล้วไม่เจอของดี หรือซื้อไปแล้วซวยไม่เป็นไปตามแผนละก็ … แย่เลย!

คิดแบบนี้หลายคนจึงม้วนเสื่อ เลิกล้มความตั้งใจที่จะสร้างทรัพย์สิน แล้วกลับไปทำงานเพื่อเงินเหมือนเดิม

แล้วอะไร? คือสาเหตุที่ทำให้คนเราอดทนรอคอยให้ทรัพย์สินมันสร้างรายได้กันไม่ได้

ตอบง่ายๆ เลยครับ … “หนี้” ยังไงหละ

ก็เพราะคนส่วนใหญ่สร้าง “หนี้” และ “รายจ่าย” เอาไว้เกินตัวนะสิ การขาดเงินเพียงบางช่วงเวลาเพื่อไปโฟกัสการสร้างทรัพย์สิน จึงทำให้ชีวิตของพวกเขาเดือนร้อน และอดทนอยู่ในสภาวะแบบนั้นไม่ได้นาน 

ถ้าจะเหนื่อยทำอะไรเพิ่มนอกเวลางาน ก็ต้องมั่นใจว่าได้เงินแน่ๆ ไม่ชัวร์ไม่เอา เพราะหนี้มันเผาก้นอยู่ เหนื่อยฟรีไม่ได้ ได้ผลตอบแทนช้าก็ไม่ได้เช่นกัน

และนี่คือเหตุผลที่ผมตั้งเป็นกฎแห่งความมั่งคั่งของตัวเองในข้อที่ 2 นั่นคือ จงสร้างทรัพย์สิน ก่อนซื้อหนี้สิน หรือพูดอีกนัยหนึ่งได้ว่า หากอยากมีสมาธิโฟกัสกับการสร้างทรัพย์สินของตัวเอง ก็จงทำให้ตัวให้เบาสบายจากหนี้สินเสียตั้งแต่เริ่ม เพียงเท่านี้โอกาสที่คุณจะสร้างแท่นพิมพ์เงินของตัวเองก็จะง่ายขึ้นอีกเยอะเลย

เรื่องนี้ชัวร์!! ผมกล้ารับประกัน

Trick สำคัญอีกนิดนึงของการพิมพ์เงินใช้เองให้สมบูรณ์แบบ ก็คือ …

มันจะแจ่มมาก หากทรัพย์สินที่เราสร้างขึ้นมาหรือได้ครอบครองนั้น ใช้เงินเราเองน้อยที่สุดหรือไม่ใช้เลย (เรียนรู้การใช้ OPM: Other People’s Money)

ในบางกรณี เราอาจใช้เงินตัวเองทั้งหมดในช่วงเริ่มต้นไปก่อนก็ได้ แต่ต้องวางแผนหาวิธีดึงเงินตัวเองกลับคืนมาให้เร็วที่สุด เพื่อที่ว่าเราจะได้เป็นเจ้าของแท่นพิมพ์เงินแบบฟรีๆในระยะเวลาอันสั้น

อย่างไรก็ดี การที่คุณจะทำแบบนี้ได้ จำเป็นจะต้องอาศัยแผนการลงทุนที่ดีและรัดกุมมากพอ ทั้งนี้แผนการที่ดีและรัดกุม ก็มาจากความรู้ในเรื่องการลงทุนที่คุณศึกษาและสั่งสมไว้นั่นเอง

ตัวอย่างเช่น การกู้เงินเพื่อซื้อบ้านเช่า ในช่วงเริ่มต้นเราอาจต้องวางเงินมัดจำ รวมไปถึงวางเงินดาวน์ก่อนบางส่วน (ราว 10%) ที่เหลือกู้โดยจดจำนองกับธนาคาร (90%) 

หลักการสำคัญของการลงทุนก็คือ เลือกซื้อ เลือกลงทุน ในบ้านเช่าที่มีค่าเช่า มากกว่า รายจ่ายและเงินผ่อน เพื่อให้บ้านเช่าทำหน้าที่เป็นแท่นพิมพ์เงิน และผลิตเงินให้กับเราทุกเดือน

และถ้าเราวางแผนการลงทุนไว้ดีพอ เราอาจได้เงินส่วนเกินจากการกู้ เพื่อนำมาคืนเงินมัดจำและเงินดาวน์ของตัวเอง หรือเมื่อถือครองไปครบสามปี ก็อาจรีไฟแนนซ์นำเงินดาวน์และมูลค่าความเป็นเจ้าของที่เพิ่มขึ้น (Equity Buildup) กลับคืน เพื่อนำไปลงทุนต่อในบ้านเช่าหลังใหม่

ซึ่งจะทำให้บทสรุปสุดท้ายของการลงทุน คือการได้แท่นพิมพ์เงินมาฟรีๆโดยสมบูรณ์

ถ้าคุณอยากมีแท่นพิมพ์เงินเป็นของตัวเอง จงเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการหยุดสร้างหนี้จนและรายจ่ายที่เกินตัว เลิกโฟกัสกับเงินที่ได้แน่ๆ แต่ได้แค่ครั้งเดียว แล้วหันมาโฟกัสและอดทนให้มากพอกับการลงทุนสร้างทรัพย์สิน เพื่อกระแสเงินสดในระยะยาว

The RICH don’t WORK for MONEY.คนรวยไม่ทำงานเพื่อเงิน แต่ทำงานเพื่อทรัพย์สินครับ

สร้างการเรียนรู้ให้ลูกผ่านบอร์ดเกม

AJwithBoardGame

ตั้งแต่เด็ก ผมเป็นคนหนึ่งที่หลงใหลการเล่นเกมกระดานเป็นอย่างมาก เรียกว่าถ้าเพื่อนข้างบ้านหรือเพื่อนที่เรียนด้วยกันมาชวนเล่นเมื่อไหร่ เป็นอันได้ติดลมเล่นกันยาวๆ

บอร์ดเกมในโลกนี้มีมากมายหลายประเภท ซึ่งผมเองก็เล่นมันทุกประเภทเลย ตั้งแต่ปาร์ตี้เกม หรือเกมที่เน้นความสนุกสนาน เฮฮา ไม่ต้องใช้ความคิดมากนัก อาศัยความเร็ว ความไว และความจำ ไปยันเกมแนวกลยุทธ์ ที่เล่นกันทีนานสองสามชั่วโมง หรือบางทีนานถึงขั้นต้องกินข้าวไปด้วยเล่นไปด้วยก็มี

สองเกมที่เป็นจุดเริ่มต้นสร้างความเพลิดเพลินกับบอร์ดเกมให้กับผม ก็คือ “เกมเศรษฐี” กับ  “เกมนักสืบมหาภัย” และก็เป็นเกม 2 กล่องแรก ที่ผมและน้องๆขอแม่อยู่นาน กว่าแม่จะยอมซื้อให้ (เกมทั้งสองแปลมาจาก MONOPOLY และ CLUEDO ซึ่งเป็นเกมดังในต่างประเทศ)

ถึงทุกวันนี้จะมีเกมรูปแบบใหม่เกิดขึ้นมามากมาย แต่โดยส่วนตัว ผมก็ยังชอบบอร์ดเกม หรือเกมกระดาน มากกว่าเกมในสมาร์ตโฟน หรืออินเทอร์เน็ต (ออกแนวหัวโบราณนิดๆ) เพราะการเล่นเกมกระดานนั้น นอกจากจะได้สนุกกับตัวเกมแล้ว ยังได้สนทนา หยอกล้อ ได้เห็นหน้าเห็นอาการ และพูดแซวกันระหว่างผู้เล่นในวงด้วย ซึ่งบรรยากาศแบบนี้เป็นอรรถรสที่หาไม่ได้ในเกมยุคใหม่

นอกเหนือไปจากความสัมพันธ์อันดีแล้ว (ซึ่งบางครั้งก็ไม่ดีนะ เพราะมีเถียงและตบตีกันบ้าง 555) เกมกระดานยังสอนให้เราได้เรียนรู้คนที่เราเล่นเกมด้วย ตั้งแต่ความรู้ วิธีคิด ไปจนถึงนิสัยใจขอของเขาได้อีกด้วย

ถึงวันนี้วันที่ผมมีลูก ผมจึงเริ่มปลูกถ่ายและส่งต่อความสนุกสนานของเกมกระดานไปยังลูกๆของผมด้วย 

ผมเริ่มชวนลูกเล่นเกมตั้งแต่ลูกอยู่ชั้นอนุบาล เริ่มต้นด้วยกลุ่มเกมที่เรียกว่า เกมการ์ด (Card Game) และเกมกระดาน (Board Game) ที่ไม่ซับซ้อน เน้นความจำ การจับคู่ ภาพมิติสัมพันธ์ง่ายๆ ก่อน

ทุกครั้งที่จะเล่น พ่อ แม่ และลูกๆ ก็จะมาล้อมวงกัน เป็นประจำแบบนี้ทุกครั้งหลังอาบน้ำและทานข้าวเย็น จนเริ่มเหมือนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในบ้าน

สิ่งที่ผมสังเกตจากเล่นเกมด้วยกันทั้งครอบครัวก็คือ …

เด็กๆไม่รู้หรอกว่า เกมที่พวกเขากำลังจะเล่นนั้นมันจะสนุกหรือไม่อย่างไร แต่เพียงแค่เห็นพ่อแม่จะเล่นกับพวกเขา พวกเขาก็รู้สึกสนุกไปด้วยแล้ว

เด็กๆ ไม่ได้อยากเล่นเกมหรอก พวกเขาอยากเล่นกับพ่อแม่ของพวกเขาต่างหาก 

ดังนั้นต่อให้เป็นเกมอะไร กติกาเยอะหรือยากเย็นแค่ไหน ขอแค่พ่อกับแม่นั่งเล่นด้วย พวกเขาก็เล่นได้ และพร้อมจะเรียนรู้

ปัจจุบันออกัสและจัสติน (อายุ 7 และ 5 ขวบตามลำดับ, ปี 2558) สามารถเล่นเกมที่เด็กโต (10-14 ปี) เล่นกันได้อย่างสนุก เขาอาจยังไม่เก่งเรื่องกลยุทธ์ หรือวิธีการเอาชนะ แต่เท่าที่ผมสังเกตเห็นคือ พวกเขารู้สนุกทั้งครั้งที่ได้เล่น ได้จับอุปกรณ์ และได้มีกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว

ตั้งแต่เริ่มแนะนำลูกให้เล่นเกมจนถึงวันนี้ ผมพบข้อดีและสิ่งที่ลูกๆ สามารถเรียนรู้ได้จากเกมกระดาน ดังต่อไปนี้ (ทั้งระหว่างเกมและหลังจบเกม เราจะพยายามสื่อสารสิ่งเหล่านี้กับลูกๆเสมอ) 

1. เติมเต็มสายสัมพันธ์ในครอบครัว

 สำหรับผม การที่เราสี่คนได้นั่งเล่นเกมด้วยกัน (ในบางครั้งมีคุณยายมาแจมด้วย) ได้พูดคุยปรึกษา แนะนำ หยอกล้อ แซวและอำกันระหว่างเกม มันช่วงเวลาที่รู้สึกดีมากๆ ไม่ใช่เฉพาะลูก แต่พวกเราที่เป็นพ่อแม่ก็รู้สึกดีด้วยเช่นกัน 

มันอาจดูเหมือนเป็นโลกส่วนตัวของครอบครัวเราไปสักหน่อย แต่ก็นั่นแหละ! สุดท้ายโลกใบเล็กๆอย่างครอบครัว ก็คือโลกใกล้ตัวที่สำคัญที่สุดในชีวิตคนเรานั่นเอง 

2. “กติกา” คือ สิ่งสำคัญ

 การเล่นเกมฝึกให้เราพยายามที่จะเรียนรู้และทำความเข้าใจ “กติกา” คนประสบความสำเร็จในกิจการงานใด ก็ล้วนแล้วแต่เป็นคนที่เข้าใจกติกาของสิ่งที่กำลังทำมากกว่าคนทั่วไปทั้งสิ้น

โลกแห่งความมั่งคั่งมีกติกา 

ถ้าลูกเรียนรู้ เข้าใจ และปฏิบัติตาม … ลูกก็จะมั่งคั่งได้

โลกแห่งความสำเร็จมีกติกา 

ถ้าลูกเรียนรู้ เข้าใจ และปฏิบัติตาม … ลูกก็จะประสบความสำเร็จในสิ่งที่มุ่งหวังได้ 

โลกแห่งความสุขมีกติกา 

ถ้าลูกเรียนรู้ เข้าใจ และปฏิบัติตาม … ลูกก็จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข     

 นี่คือ สิ่งที่ผมสอนลูกเอาไว้ตั้งแต่อายุยังน้อย รู้ว่าเขาคงยังไม่เข้าใจมันหรอก แต่เชื่อว่ามันคือปมความคิดที่ฝังไว้ในปมความจำของเขา รอวันเติบโต เพื่อที่จะได้เรียนรู้ ต่อยอด และทำความเข้าใจมันต่อไป

3. การคิดเป็นระบบ และฝึกนิสัยรอบคอบ

กลุ่มเกมกลยุทธ์มักเป็นเกมที่มี Step ขั้นตอนการเล่น 4-5 อย่าง ใน 1 รอบตาเดิน แรกๆผมก็กลัวว่าพวกเขาจะเบื่อ และเล่นไม่ได้ แต่แค่เราเชื่อว่าเขาทำได้ และพยายามที่จะอธิบายให้เขาเข้าใจ เขาก็สามารถเล่นได้ในแบบที่เราเชื่อจริงๆ

ยกตัวอย่างเกม POWER GRID (เกมโรงไฟฟ้า)​ ซึ่งเป็นเกมสำหรับเด็กอายุ 13 ปีขึ้นไป แต่ออกัสและจัสตินสามารถเล่นได้อย่างคล่องแคล่ว มี 4 Step ต่อการเล่น 1 รอบ ถ้าเราให้เด็กจำว่าต้องทำอะไรบ้าง เขาจะรู้สึกเบื่อ แต่ถ้าพ่อแม่อดทนเล่าเรื่องราวว่า ทั้ง 4 Step เกี่ยวเนื่องกันอย่างไร เชื่อมโยงความเป็นเหตุเป็นผล พวกเขาก็จะเข้าใจได้ง่ายขึ้น ไม่เบื่อ แถมยังสร้างกลยุทธ์การเล่นเอาชนะพ่อแม่ได้ด้วย 

(4 Step ของเกม Power Grid คือ ประมูลโรงไฟฟ้า ซื้อเชื้อเพลิง สร้างบ้านเพื่อส่งกระแสไฟฟ้า และเรียกเก็บเงินค่าไฟ จากไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าของเราจ่ายไป … จะเห็นว่าทั้ง 4 ขั้นตอนมันเป็น Story ที่เป็นเหตุเป็นผล ไม่ยากเกินไปที่จะเล่าให้ลูกฟัง)

4. คนรอบตัวเป็นครูเราได้ทั้งส้ิน

หลายครั้งผมให้ลูกๆ ได้เล่นเกมกับลูกศิษย์ของผม ที่โตกว่าและเป็นผู้ใหญ่กว่า และมักจะสอนเขาว่า เวลาเล่นอย่าคิดถึงแต่สิ่งที่เรากำลังจะทำ แต่ให้มองดูคนอื่นด้วยว่าเขาเล่นอย่างไร และผลลัพธ์ที่เกิดกับการเล่นของเขาเป็นอย่างไร

“ดูสิ … พี่กัสใช้เงินซื้อโรงไฟฟ้าดีๆไปหมด สุดท้ายก็เลยไม่มีเงินซื้อเชื้อเพลิง มีโรงไฟฟ้า ไม่มีเชื้อเพลิง มันก็เปล่าประโยชน์” ผมกระซิบจัสติน

“เราต้องเหลือเงินไว้ซื้อเชื้อเพลิงบ้างใช่มั้ยครับ” จัสตินถามกลับ

 5. สมาธิ

ผมชอบสีหน้าและแววตาของลูกๆเวลาคิดวางแผนการเล่นบนเกมกระดาน มากกว่าเวลาที่พวกเขาหน้านิ่วคิ้วขมวดเล่นเกมบนจอแท็บเล็ตเยอะเลยครับ แล้วถ้าคุณแบ่งเวลาเล่นเกมกระดานกับลูกๆบ่อยๆ พวกเขาจะไม่ติดเกมบนคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตอย่างแน่นอน 

ที่สำคัญ … เขาจะเป็นคนทำอะไรมีสติ มีสมาธิ รู้จักว่าเมื่อไหร่ควรช้า เมื่อไหร่ควรเร็ว ยิ่งเล่นเกมกระดานด้วยกันบ่อยเข้า จะเห็นตรงนี้ได้อย่างชัดเจนครับ ถือเป็นวิธีฝึกสมาธิที่ดีอีกวิธีหนึ่ง

6. เรียนรู้วิธีรับมือกับความพ่ายแพ้ 

ข้อนี้เป็นข้อดีที่ผมไม่ได้คิดมาก่อนว่าเกมกระดานจะให้ เรื่องมันเริ่มต้นจากการเล่นเกมด้วยกันครั้งแรกๆ แล้วพี่ออกัสเกิดพลาดท่าแพ้ให้กับจัสติน วันนั้นออกัสโกรธและอายมาก เพราะคิดว่าตัวเองโตกว่า ก็น่าจะเก่งกว่า และเอาชนะน้องได้ 

แรกๆ ผมกับภรรยาก็ยังหาวิธีรับมือกับเรื่องนี้ไม่ได้ดีนัก ได้แต่บอกว่าไม่เป็นไรลูก คนเราแพ้กันได้ ไม่จำเป็นต้องชนะเสมอไป แพ้ก็แค่สู้ใหม่ เดี๋ยวก็ชนะได้ … ก็ได้แค่ปลอบใจตามสถานการณ์ไป

สุดท้ายบทเรียนที่สอนได้ง่ายๆ เลย ก็คือ วันหนึ่งที่พ่อกลายเป็นคนแพ้เอง ผมได้แต่หัวเราะตัวเองที่พลาดแพ้ลูก วันนั้นออกัสหันมามองผมแล้วถามว่า “พ่อไม่เป็นอะไรเหรอที่แพ้”

ไม่เลยลูก แพ้ก็แพ้ แพ้ก็แค่ตั้งกระดานเล่นใหม่ ความพ่ายแพ้เป็นเรื่องธรรมดา 

เมื่อแพ้ก็ต้องเป็นผู้แพ้ที่ดี ยอมรับความพ่ายแพ้ 

ในขณะที่ถ้าชนะ ก็ต้องเป็นผู้ชนะที่ดี ไม่เยาะเย้ยผู้แพ้ 

… นั่นคือสิ่งที่ผมเล่าและตอบลูกในวันนั้น 

มาจนถึงวันนี้ พวกเราผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะ จบเกมด้วยเสียงหัวเราะ แล้วก็ตั้งกระดานเล่นกันใหม่ เกมกระดานสอนผมและลูกให้รู้จักรับมือกับความพ่ายแพ้ได้อย่างง่ายดายเลยทีเดียว

ทั้งหมด คือ มุมมองดีๆ จากเกมกระดานที่ผมนำมาใช้เป็นเครื่องมือในเรียนรู้ ตามหลักการใช้เวลาร่วมกัน หมั่นสร้างกิจกรรมดีๆ และเรียนรู้ซึ่งกันและกันในครอบครัว 

คุณพ่อคุณแม่ท่านใดยังไม่เคยเล่นเกมกระดาน ผมอยากให้ลองดูสักครั้งครับ ผมรับประกันได้เลยว่า คุณต้องสนุกและชอบมันแน่ๆ และเมื่อชอบแล้ว ก็อย่าลืมสร้างกิจกรรมดีๆกับลูกด้วยเกมกระดานดูนะครับ … 

AAR: ตกผลึก เรียนรู้ หลังดูหนังกับลูกรัก

MEandMyBoys

กิจกรรมหนึ่งที่ครอบครัวผมจะหาเวลาทำด้วยกันอยู่บ่อยๆ นอกเหนือจากการไปเที่ยว ก็คือ การดูหนังด้วยกันในโรงภาพยนตร์ครับ

โดยส่วนตัวผมมองว่า แม้จะมีเทคโนโลยีที่ทำให้เราได้ดูหนังดีหนังดัง ผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ตได้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การใช้เวลาอยู่ด้วยกันในโรงภาพยนตร์ราว 90-100 นาที ให้ความรู้สึกที่แตกต่างจากการดูผ่านทีวี โน๊ตบุ๊ค หรือแท็บเล็ตที่บ้านอย่างมาก

หนังส่วนใหญ่ที่ผมเลือกให้ลูกดูนั้น ทั้งหมดจะถูกสกรีนข้อมูลเบื้องต้นจากบทวิจารณ์ และคำติชมของคนรู้จักเสียก่อน ซึ่งแทบทั้งหมดก็จะเป็นหนังแอนิเมชั่น เพราะนอกจากภาพจะสวย ดูเพลินตา พลอตเรื่องน่าสนใจแล้ว ยังมีสาระให้พูดคุยกันต่อได้หลังดูจบอีกด้วย

สองเรื่องล่าสุดท่ีผม ภรรยา และลูกๆ ดูด้วยกัน ก็คือ ZOOTOPIA และ THE JUNGLE BOOK (หรือชื่อไทยว่า “เมาคลีลูกหมาป่า”)

หลังจบการดูหนังแต่ละเรื่อง ผมจะแอบสอดแทรกกิจกรรมที่เรียกว่า AFTER ACTION REVIEW (AAR) หรือการถอดบทเรียนหลังทำกิจกรรม เข้าไปให้กับลูกๆ โดยอาศัยบรรยากาศร้านอาหาร หรือไม่ก็ร้านไอศครีม เป็นสถานที่ดำเนินกิจกรรม

ถ้าใครอยู่ในองค์กรที่มีการจัดการความรู้ (Knowledge Management) ก็คงจะรู้จักเครื่องมือตัวนี้กันเป็นอย่างดี โดยคร่าวๆแล้ว AAR ก็คือ เครื่องมือถอดบทเรียนหรือองค์ความรู้ (Learning Tool) เป็นการรวบรวมบทเรียนที่ได้จากการปฏิบัติ

บางคนเรียกว่า การวิเคราะห์หลังปฏิบัติ เป็นวิธีการที่สะท้อนสิ่งที่ทีมทำมาด้วยกันว่า ว่าเริ่มต้นมีวัตถุประสงค์อะไร พอทำจริงเกิดอะไรขึ้น ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น และทุกคนที่ปฏิบัติกิจกรรมร่วมกันได้เรียนรู้อะไรบ้าง (Lesson Learned)

แต่ AAR ในแบบของผมนั้น ไม่ได้ซีเรียส จริงจัง แบบองค์กรที่เขาทำ KM กันหรอกครับ เอาแบบสบายๆ คุยสนุก แซวกัน พ่อกับแม่เป็นคนตั้งคำถามให้ลูกๆตอบโดยไม่ชี้นำ ให้สิทธิในการเลือก การตัดสินใจ และการตอบเต็มที่ ความตั้งใจหลักๆ คือ ต้องการให้เขากล้าแสดงความคิดเห็นในแบบของตัวเอง ในขณะเดียวกัน ก็แอบสอน แอบคุยเรื่องที่พ่อแม่อยากจะสอนด้วย

อย่างล่าสุดกับหนังเรื่อง THE JUNGLE BOOK หรือ เมาคลีลูกหมาป่า ผมก็นั่งทำ After Action Review แบบง่ายๆ กับลูก ด้วยคำถามสบายๆต่อไปนี้ (เนื้อหาต่อจากนี้มี SPOIL หนังนิดหน่อยนะครับ 555)

1) ถ้าให้เลือกตัวละคร 1 ตัวในเรื่อง ลูกชอบใครและอยากเป็นใครมากที่สุด

จัสตินตอบว่า “เมาคลี” ซึ่งก็ไม่แปลกอะไร เพราะใครๆ ก็อยากเป็นตัวเอกของเรื่องกันทั้งนั้น แต่ที่ฮามาก ก็คือ ออกัส เจ้าลูกชายคนโต ที่ตอบว่าอยากเป็น “บาลู” เจ้าหมีตัวโตใจดี

เมื่อถามถึงเหตุผล ออกัสตอบทันทีว่า เขาน่าจะเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในเรื่องนะ เพราะเห็นวันๆกินแต่น้ำผึ้งและเล่นน้ำ ไม่มีศัตรู ไม่ต้องต่อสู้กับใคร (เด็กๆมองชีวิตเรียบง่ายดีนะครับ)

หลังลูกๆแสดงความคิดเห็นจบแล้ว อย่าลืมตบท้ายด้วยตัวละครที่พ่อแม่ชอบและอยากเป็นด้วยนะครับ โดยในฐานะ Moderator ของการพูดคุย พ่อแม่ก็อาจเลือกตัวละครที่แตกต่างจากลูกๆได้ เพื่อเสริมแง่มุมงามๆ เพ่ิมเติมให้กับพวกเขาด้วย

ถึงตรงนี้หลายคนคงสงสัยละสิ ว่าผมเลือกเป็นตัวอะไร … คำตอบ คือ บากีลาร์ ผู้คุ้มกฎครับ เพราะผมต้องคอยคุมเจ้าเมาคลีในบ้าน 555

2) ชอบตอนไหนในเรื่องมากที่สุด เพราะอะไร

พอถามข้อนี้ ทั้งสองมองกันและยิ้มเล็กๆ ก่อนตอบว่า ชอบตอนเมาคลีกับบาลูร้องเพลงด้วยกันในน้ำ เพราะสนุกดี ดูแล้วอมยิ้มได้ตลอดทั้งตอน (น่าจะเป็นตอนที่ดู Slow Life และ Relax ที่สุดของเรื่อง)

ส่วนอีกตอนที่ชอบก็คือ ตอนที่เมาคลีสู้กับเชียร์คาน เสือโคร่งตัวร้ายในเรื่อง ทั้งสองชอบที่เมาคลีฉลาด และคิดวางแผนต่อสู้กับเชียร์คานจนเอาชนะได้

จัสตินบอกว่า “คิดว่าเมาคลีจะสู้ไม่ได้ซะแล้ว”

เห็นโอกาสตรงนี้ ภรรยาผมเลยแทรกวิธีคิดเข้าไปให้ลูกๆว่า “คนเราถ้ามีสติ เราเอาชนะทุกปัญหาได้หมด จำไว้ว่า ลูกต้องมีสติทุกครั้งที่เกิดปัญหา เข้าใจมั้ยเจ้าเมาคลี” 

รู้ดีว่าสิ่งที่เราบอกเขาในวันนี้ เขาอาจยังไม่เข้าใจทั้งหมด แต่ก็นั่นแหละ เราสองคนมองว่า การสอนลูกในเรื่องใดๆนั้น เราไม่มีทางพูดคร้ังเดียวแล้วเขาจะเป็นหรือคิดได้ในแบบที่เราสอนทันที ดังนั้นหน้าที่ของพ่อแม่ คือ ย้ำ ซ้ำ รวมไปถึงแสดงให้เขาดูเป็นตัวอย่างตลอดเวลาครับ

และเช่นเดิม ในข้อนี้พ่อแม่อย่าลืมเลือก Scene ประทับใจแทรกแง่งาม เสริมให้ลูกๆด้วยนะครับ

3) เรื่องสอนใจจากหนังเรื่องนี้

พอสิ้นคำถาม ทั้งสองคนตอบแทบจะพร้อมกันว่า “ทำดีได้ดี” ผมเลยถามว่าดูยังไงว่า ทำดีแล้วได้ดี? ทั้งออกัสและจัสติน ยกตัวอย่างเดียวกันเลยก็คือ ตอนที่เมาคลีช่วยลูกช้างที่ตกหลุมเอาไว้ แล้วในตอนหลังโขลงช้างก็มาช่วยเมาคลีดับไฟป่า

ตรงจุดน้ีจะคล้ายกันกับตำรวจสาวจูดี้ (กระต่าย) ในเรื่อง ZOOTOPIA ที่ช่วยเหลือหนูตัวหนึ่งไว้ในตอนต้นเรื่อง แล้วความดีครั้งนั้น ย้อนกลับมาช่วยเหลือเธอในภายหลัง

4) พ่อแม่ช่วยกันหยิบยกตอนเด่นๆ ตอนดีๆ ขึ้นมาเป็นประเด็นพูดคุย

ในเรื่อง THE JUNGLE BOOK ผมหยิบยกประเด็นเกี่ยวกับ …

“ดาบสองคม” ว่าด้วยเรื่องคุณและโทษของดอกไม้สีแดง (ไฟ) สัตว์เกลียดและกลัวคนเพราะดอกไม้สีแดง

“การเป็นตัวเอง” ว่าด้วยเรื่องวิถีการต่อสู้ของเมาคลี ที่ไม่มีเขี้ยว ไม่มีกงเล็บ ก็ต้องสู้ด้วยวิถีที่แตกต่าง ในทางของตัวเอง

“กฎกติกาสังคม” ว่าด้วยเรื่องของการผุดขึ้นมาของหินสันติ ห้วงเวลาที่สัตว์น้อยใหญ่ยังไงก็ต้องเคารพกัน

ฯลฯ

ในส่วนของข้อนี้ คุณพ่อคุณแม่ก็อย่าเอาแต่เล่าแต่สอนนะครับ (อย่าเล็คเชอร์) ใช้วิธีเกริ่นประเด็นนำ แล้วถามคำถามครับ ถ้าเขาตอบได้ก็ให้เขาตอบ เขาตอบผิดเพี้ยนไปบ้าง ก็ขำๆครับ และเขาไม่รู้ ก็ค่อยเล่าค่อยบอก

เพียงง่ายๆ แค่นี้ เราก็สามารถทำให้กิจกรรมเล็กๆ อย่างการดูหนังด้วยกันมีประโยชน์มากยิ่งขึ้น และได้เรียนรู้กันทั้งครอบครัว เพราะจะว่าไปหนัง 1 เรื่อง คนเราชอบไม่ชอบต่างกันไป และก็น่าจะได้แง่คิดมุมมองที่แตกต่างกันไปด้วย

การทำ AAR นอกจากจะช่วยตกผลึกความคิดให้ลูกๆแล้ว ยังสอนให้พวกเขาหัดรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญในการใช้ชีวิตอยู่บนโลกต่อไปในวันข้างหน้าได้อย่างมีความสุข แถมยังช่วยให้พ่อแม่แอบแทรกบทเรียนที่อยากจะสอนลูกๆ ผสมเข้าไปได้อีกด้วย (ดีกว่าใช้วิธีเรียกมาฟัง Lecture) และที่สำคัญสุดๆ ก็คือ การสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว และการได้รู้จักตัวตนของกันและกันครับ

ที่จริงการทำ AAR นั้น ไม่ได้จำกัดเฉพาะการดูหนังดูภาพยนตร์นะครับ การแข่งกีฬา การไปเที่ยวด้วยกัน ไปทำบุญไหว้พระ ก็ล้วนแล้วแต่ทำ AAR ได้ทั้งสิ้น แค่พ่อแม่หัดสังเกตเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นระหว่างทำกิจกรรม ก็สามารถหยิบยกไปเป็นประเด็นพูดคุยและเรียนรู้ได้แล้ว

บ้านไหนมีกิจกรรมร่วมกันบ่อยๆ อย่าลืมตบท้ายกิจกรรมดีๆทุกครั้งด้วย AAR กันนะครับ

ค้นหาจึงค้นพบ

crystallball

หนึ่งในคำถามที่เด็กเรียนจบใหม่ๆ หรือทำงานไม่ถึง 5 ปี มักถามผมอยู่เสมอก็คือ …

“ทำอย่างไร ถึงจะค้นพบตัวเอง? ว่าเราเหมาะกับอะไร หรือควรประกอบอาชีพอะไรดี”

ทุกครั้งที่ถูกถาม ผมมักจะตอบกลับไปด้วยคำตอบเดิมเสมอ นั่นคือ … กูก็ไม่รู้หวะ!! (ฮา)

ที่ตอบไปเช่นนี้ก็เพราะ ผมมีความเชื่อโดยส่วนตัวว่า … เราไม่มีทางรู้หรอกว่าตัวเราเหมาะกับอะไร จนกว่าเราจะมีประสบการณ์ในสิ่งที่เราสนใจ (หรือกิจกรรมต้องสงสัย) มากพอ ..

ดังนั้น นอกจากจะเลี่ยงไม่ตอบตรงๆแล้ว ผมยังมักแนะนำให้น้องๆที่เพิ่งเรียนจบใหม่ เปิดโอกาสให้ตัวเอง ลองคิด ลองทำ ลองลุย กับทุกโอกาสที่ผ่านเข้ามาอย่างเต็มกำลัง และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ทั้งในแง่ความรู้ ความเข้าใจ และความรู้สึกต่อสิ่งที่ทำ สั่งสมให้มากเข้าไว้

สุดท้ายแล้วสิ่งใดจะใช่ตัวเราหรือไม่ใช่นั้น ให้พิจารณาดูจิต ดูใจของตัวเองว่า เวลาได้อยู่กับสิ่งนั้นงานนั้น เรารู้สึกอย่างไร (เอาความรู้สึกล้วนๆเลยนะ เหตุผลไม่ต้องเลย)

ถ้ารู้สึกดี มีความสุข สนุก ท้าทาย อยากอยู่กับงานนั้นหรือส่ิงนั้นได้ทั้งวัน … อันนี้ผมว่าน่าจะใช่นะ!

เหมือนกับเวลาเรารักใครสักคน ที่ไม่เห็นต้องอธิบายเหตุและผล ว่าทำไมต้องเป็นคนนี้เพราะอะไร หรือตีความหมายกันให้เสียเวลาว่า แบบนี้ใช่รักมั้ย เรียกว่าชอบใช่มั้ย?

แค่รู้สึกดี แค่รู้ตัวว่ามีความสุขเวลาที่ได้อยู่ใกล้ๆ แค่นี้ก็ถือได้ว่าเป็นเหตุเป็นผลมากพอสมควรแล้ว

โดยส่วนตัวผมคิดว่า ปัญหาสำคัญที่สุดที่ทำให้คนเราไม่สามารถค้นพบตัวเองได้สักที น่าจะเป็นเพราะเล็งผลเลิศในสิ่งที่จะเลือกมากจนเกินไป กลัวเสี่ยง กลัวเลือกแล้วได้ผลลัพธ์ไม่ดี จนสุดท้ายเลยไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง เพราะเล็งกันนาน กะว่าเลือกปุ๊บ ทำปั๊บ แล้วมันต้องใช้เลย เจอเลย

เคยมีลูกศิษย์ของผมบางคนกล่าวตัดพ้อในทำนองที่ว่า ถ้าลองไปเรื่อย ทำไปเรื่อย กว่าจะเจอสิ่งที่ใช่คงเสียเวลาแย่ ที่สำคัญ ต้องเอาเวลาไปเรียนรู้อะไรอีกตั้งหลายอย่าง แล้วถ้าเรียนไปแล้วมันเกิดไม่ใช่เราขึ้นมา การเรียนรู้ดังกล่าวก็จะกลายเป็นเรื่องเสียเวลาไปหรือเปล่า?

ฟังแล้วก็ตลกดีเหมือนกัน เพราะหากมองย้อนกลับไปดูชีวิตในวัยเรียน ตั้งแต่ประถมจนถึงมหาวิทยาลัย ก็มีหลายเรื่องนะที่เรานั่งอดทนเรียนกัน ทั้งที่ก็ยังไม่รู้เลยว่าจะได้ใช้มันในวันข้างหน้าหรือเปล่า (แล้วหลายเรื่องก็ไม่ได้ใช้จริงๆด้วยสิ)

เรื่องนี้ผมเชื่อในทฤษฎีลากเส้นต่อจุดของสตีฟ จ๊อบส์ ครับ

นั่นคือ สิ่งที่เราได้เรียนรู้ และประสบการณ์ที่เราได้สั่งสมไว้ในอดีต จะถูกเชื่อมต่อกับเรื่องราวในอนาคต และในท้ายที่สุด จะได้นำมันกลับมาใช้ประโยชน์กับชีวิตในวันข้างหน้าได้อย่างแน่นอน

สมัยเรียนมหาวิทยาลัย มีหลายครั้งที่ผมไม่ได้นั่งอยู่ในห้องเรียน (บ่อยด้วย …​​ ฮา) แต่เอาเวลาไปนั่งทำหนังสือ ทำวารสารให้นิสิตในคณะอ่านกัน

ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรมาก ก็แค่สนใจและอยากลองทำหนังสือ อยากลองเขียนบทความให้คนอื่นได้อ่าน ได้วิพากษ์วิจารณ์กัน ชอบเวลาคนอื่นพูดถึงงานเรา แม้ว่าทำออกมาแล้วจะมีทั้งที่ได้เรื่องบ้าง และไม่ได้เรื่องบ้าง แต่ก็ไม่เคยท้อ ตรงกันข้ามกลับย่ิงรู้สึกสนุก และอยากพัฒนาตัวเองให้เก่งยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

สมัยนั้นตกเย็นหลังเลิกเรียน ผมมักหอบงานอาร์ตเวิร์คหนังสือกลับมาทำที่บ้าน ยังโดนป๊าด่าอยู่เลยว่า “ป๊าส่งเอ็งไปเรียนเป็นวิศวกรไม่ใช่เหรอ แล้วนี่เอาเวลามาทำอะไร หนังสือหนังหาไม่เคยเห็นจะหยิบมาอ่าน”​ (ฮา)

หลังเรียนจบผมใช้ชีวิตเป็นวิศวกรอยู่นานร่วม 10 ปี โฟกัสที่วิชาชีพวิศวกรเต็มตัว โดยไม่เคยคิดเลยว่า สุดท้ายแล้ววันหนึ่งจะได้กลับมาทำงานเกี่ยวกับหนังสืออีก

แล้วมันพลิกกลับมาได้ยังไง?

คนที่สะท้อนให้ผมได้มองเห็นตัวเอง ก็คือ ภรรยาของผมครับ ในสมัยที่ยังเป็นแฟนกัน เธอสังเกตเห็นว่าผมชอบเดินเข้าร้านหนังสือ เรียกว่าเดินเข้าได้ทุกวัน จะซีเอ็ด นายอินทร์ หรือแม้แต่แผงหนังสือตามร้านตึกแถว ผมชอบหยุด ชอบหยิบ ชอบหาเรื่องใหม่ๆมาอ่าน จนเธอสังเกตว่าลักษณะของผมมันเกินกว่าแค่คนที่รักการอ่าน วันหนึ่งเธอบอกกับผมว่า

“พี่เคยสังเกตตัวเองเวลาอยู่ในร้านหนังสือมั้ย พี่ดู Happy มาก นี่ถ้าพี่มีหนังสือเป็นของตัวเองสักเล่ม พี่ต้องยิ่ง Happy สุดๆแน่ เผลอๆ มีแอบมาเฝ้าที่ร้าน ดูว่าใครหยิบหนังสือตัวเองบ้าง”

สุดท้ายเธอนี่แหละ เป็นคนยุให้ผมทำงานหนังสือ และทำให้ความคิดจรสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ที่เคยอยากจะมีหนังสือเป็นของตัวเองสักเล่มกลับมาโลดแล่นอีกครั้ง

หลังจากวันนั้น ผมเร่ิมจากติดต่อขอแปลหนังสือจากซีเอ็ด จากนั้นก็เริ่มเขียนหนังสือตัวเอง จนมาถึงวันนี้ ผมเป็นทั้งนักแปล นักเขียน บรรณาธิการ และเจ้าของสำนักพิมพ์ไปแล้ว

ใช่! ผมค้นพบแล้วว่าอะไร คือ งานที่ผมอยากทำไปตลอดชีวิต ทำได้ทุกวัน ไม่มีเบื่อ และไม่เคยรู้สึกเลยว่ามันเป็นงาน

หลายคนที่ได้ฟังผมเล่าเรื่องนี้ ยังอุตสาห์ชมว่าผมโชคดี แต่ผมไม่รู้สึกอย่างนั้น “โชคดีตรงไหนวะ กว่าจะรู้ว่าตัวเองชอบอะไร ใช้เวลาตั้ง 10 ปี”

แต่ถึงวันนี้ผมว่า 10 ปีที่ได้มั่ว ได้ลอง ได้ลุย ไม่มีอะไรเสียหายเลยนะครับ ตรงกันข้ามกับรู้สึกคุ้มค่า เพราะ 10 ปีที่ทดลอง แลกไม่ได้กับอีกทั้งชีวิต ที่ผมจะได้อยู่กับสิ่งที่รัก

และนี่คือเหตุผลที่ทำให้ผมเชื่อในทฤษฎีลากเส้นต่อจุดของจ๊อบส์ และอยากให้คุณเชื่อเหมือนกันกับผม

จำไว้ว่า …

“อะไรคือสิ่งเหมาะกับเรา ใช้การเล็ง การมองด้วยตาเพียงอย่างเดียวไม่พอและไม่มีทางเจอหรอกครับ มันต้องพิจารณากันด้วยหัวใจประกอบด้วย”

ถ้าคุณลงทุนค้นหาอย่างจริงจัง ประสบการณ์แห่งความสุขที่มากพอ จะเป็นตัวเฉลยปริศนาแห่งชีวิตให้คุณได้ค้นพบตัวตนของคุณได้เอง

ชอบอะไร อยากทำอะไร จงลงไปขลุกกับสิ่งนั้น อย่ามัวแต่มอง หรือเอาแต่เล็ง เพราะนั่นไม่ใช่วิธีที่จะทำให้คุณค้นพบตัวเองได้

OPEN MIND, OPEN WILL ครับ

ความทรงจำทางการเงินในวัยเด็ก

watch1

ครั้งหนึ่งสมัยเรียนอยู่ชั้น ป.4 ผมจำได้ว่าตัวเองเคยติดใจนาฬิกาอยู่เรือนหนึ่ง มันเป็นนาฬิกาตัวเรือนสีเงิน หน้าปัดเป็นรูปสี่เหลี่ยม สายเป็นหนังสีดำ สวยสะดุดตากว่าเรือนใดในตู้โชว์

ทุกครั้งเวลาเดินกลับบ้าน ผมจะต้องแวะดูนาฬิกาเรือนนี้ทุกครั้ง มองดูมัน เหมือนจะคอยตรวจสอบว่า มีใครซื้อนาฬิกาของผมไปหรือยัง เมื่อเห็นว่ายังไม่มีใครซื้อ ก็จะหยุดยืนดูมันอยู่สักพัก แล้วก็ค่อยเดินกลับบ้าน

อาจเป็นเพราะเพิ่งจะดูนาฬิกาเป็น และเริ่มรู้ว่านาฬิกาสำคัญกับการดำรงชีวิตอย่างไร จึงสนใจและอยากมีนาฬิกาเป็นของตัวเอง แต่สุดท้ายก็ทำได้แค่ดู เพราะไม่มีสตางค์ ยิ่งเมื่อเทียบราคากับนาฬิกาเรือนอื่นๆ แล้ว ต้องถือว่าราคาของมันค่อนข้างสูง

หลายร้อยบาทในยุค 30 กว่าปีที่แล้ว ถือได้ว่าไม่เบาเลยทีเดียว

ด้วยความอยากได้ ผมครุ่นคิดอยู่นานว่าจะขอป๊าซื้อนาฬิกาเรือนดังกล่าวดีหรือไม่ เพราะจากการคาดการณ์แล้ว มีโอกาสอยู่ไม่น้อยที่จะโดนด่า

“ยังหาเงินเองไม่ได้ จะใช้ของแพงแบบน้ันไปทำไม” ……. (อันนี้เป็นคำตอบของป๊าที่ผมพยากรณ์เอาไว้ล่วงหน้า)

แต่เมื่อความต้องการมันสุมมันรุมเร้า ผมจึงตัดสินใจเสี่ยงเอ่ยปากขอป๊า โดยชักแม่น้ำทั้งห้ามาเป็นเหตุผล ซึ่งคิดว่าไม่น่าจะต่างกับเด็กสมัยนี้เวลาอยากได้โทรศัพท์มือถือ

“เอาสิ ……” คำตอบของป๊า ทำให้ผมแทบไม่เชื่อหูตัวเอง

“แต่ …. (ว่าแล้ว) ต้องทำงานช่วยร้าน 2 วัน เสาร์–อาทิตย์นี้ ตั้งแต่เปิดร้านจนปิดร้าน ถ้าทำได้ คืนวันอาทิตย์เราจะไปซื้อนาฬิกากัน“

ความโลภเป็นเหตุ ไม่เจตนา ผมตกปากรับคำแบบไม่คิดจะเจรจาต่อรองใดๆ

บ้านของผมเป็นร้านขายอะไหล่รถยนต์ย่านบางกะปิ เปิดตั้งแต่ 08.00 – 20.00 น. มีลูกค้ามากมายทั้งขาจร ขาประจำ รวมถึงอู่ซ่อมรถในละแวกใกล้เคียง ร้านเราเป็นที่รู้จัก เพราะชื่อเสียงของป๊าที่คนในย่านนั้นยอมรับนับถือ โดยเฉพาะเรื่องของความใจกว้าง และความซื่อสัตย์

เมื่อถึงวันเสาร์ ป๊าปลุกผมตั้งแต่ 7 โมงเช้า (ปกติวันเสาร์อาทิตย์ ผมตื่น 10 โมงนะ ให้ตายสิ!) ป๊าให้ผมช่วยลำเลียงแกลลอนน้ำมันไปจัดวางหน้าร้าน เด็ก ป.4 อายุ 10 ขวบ ยกน้ำมันข้างละ 1 แกลลอน เรียงจนหมด 5 ลัง ที่เจ๋งมากคือป๊าไม่ช่วยยกเลยสักแกลลอนเดียว

หลังจากนั้น ก็ปีนขึ้นไปทำความสะอาดหยากไย่ที่เกาะราวสายพาน กวาดร้าน และจัดของให้เข้าที่เข้าทาง จนร้านพร้อมเปิด แล้วก็คอยสแตนบายเป็นเด็กวิ่งหยิบของบ้าง เฝ้าร้านเวลาป๊ากับแม่ขึ้นไปหยิบของชั้นบนบ้าง เป็นอย่างนี้อยู่ตลอดทั้งวัน

ป๊าบอกว่า “กว่าจะขายของได้เงินมันเหนื่อย ถ้าใครมาเอาเปรียบขโมยของเราไป เราจะเสียหายทั้งกำไรและทุน” ดังนั้นจึงสั่งให้ผมนั่งเฝ้าร้านไว้

“ค้าขายต้องไม่เอาเปรียบลูกค้า และในขณะเดียวกัน ก็อย่าให้ลูกค้าเอาเปรียบ ทุกอย่างต้องแลกเปลี่ยนอย่างตรงไปตรงมา” ป๊าสอน

ตลอดทั้งวัน ผมทำงานโดยไม่ปริปากบ่น แว๊บหนึ่งที่ผมคิดขึ้นมาได้ ขณะที่วิ่งไปวิ่งมาในร้านก็คือ “เรียนหนังสือสบายกว่าแยะเลย“

สิ้นวันผมเหนื่อยมาก หลังอาบน้ำ ผมสลบและหลับสนิท ตื่นอีกทีก็เช้าโน่นเลย

วันถัดมา ป๊าสอนให้ผมอาจโค้ดราคาสินค้า เนื่องจากร้านอะไหล่แบบเรา จะไม่ติดราคาสินค้าประเจิดประเจ้อ แต่จะใช้โค้ดเป็นตัวบอกทั้งต้นทุน และราคาขาย

“Aพจ Aชจ” หมายถึง ต้นทุน 160 บาท ราคาขาย 180 บาท ถ้าจะลดให้ลูกค้า ก็อย่าทะลึ่งลดเกินราคาทุน

วันอาทิตย์เป็นวันที่ลูกค้าไม่ได้เยอะมาก ตอนแรกก็รู้สึกดีที่ว่าง ไม่ต้องวิ่งขึ้นวิ่งลงให้เหนื่อย แต่พอว่างนานไป ก็เริ่มสงสัยว่า แล้วร้านจะเอาเงินมาจากไหน ร้านเปิด 08.00 น. ลูกค้าคนแรกเข้าร้านเราตอน 10.00 โมง

ลูกค้าคนแรกของวันต้องการซื้อหัวเทียน ป๊าหยิบหัวเทียนส่งให้ผมแสดงฝีมือคิดราคา ทันทีที่ผมบอกราคาขาย ป๊ายิ้มดูภูมิใจ แต่ผมกลับรู้สึกเศร้าใจ เพราะสองชั่วโมงที่รอคอยลูกค้าคนแรก เรามีกำไรจากหัวเทียน 1 หัว เพียง 20 บาท

แล้วบรรยากาศอันแสนเงียบเหงาในวันอาทิตย์ก็ดำเนินไปเรื่อยๆ ลูกค้าเข้ามาที่ร้านแบบนับคนได้ ป๊าบอกว่าวันอาทิตย์เป็นวันเที่ยวของครอบครัวส่วนใหญ่ เลยอาจมีลูกค้าน้อยไปสักนิด แต่ก็มาเรื่อยๆ

ทุกครั้งที่ว่าง ป๊าจะเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในร้าน รวมไปถึงวิธีการเอาใจใส่ลูกค้าในแบบของป๊าให้ฟัง ป๊าบอกว่า “คนค้าขายต้องรู้ใจลูกค้า ถ้าชนะใจลูกค้า เข้าใจลูกค้า ขายอะไรก็ขายได้”

ตกเย็นป๊าพาผมเดินข้ามถนนไปที่ร้านนาฬิกา จำได้ว่าวันนั้นผมยืนมองนาฬิกาที่ชอบอยู่นาน ก่อนจะตัดสินใจบอกให้ป๊าซื้อนาฬิกาลายการ์ตูนอีกเรือนหนึ่ง

“ใช่อันนี้เหรอ ที่อยากได้” ป๊าถามพลางมองหน้าผม ผมนิ่ง ก่อนจะส่ายหัว “แล้วทำไม ไม่ซื้อของที่เราอยากได้” ป๊าถาม

“มันแพง” ผมตอบ

สองวันเต็มของการทำงาน มันทำให้ผมเห็นคุณค่าของเงิน เห็นคุณค่าของการทำงานหนัก (นาฬิกาแพงขนาดนั้น ต้องขายหัวเทียนหลายสิบหัวกว่าจะซื้อได้) และที่สำคัญที่สุด เห็นความรักของป๊าที่สอนบทเรียนชีวิตให้ผมอย่างอดทน

สุดท้ายวันนั้น ป๊าซื้อนาฬิกาเรือนที่ผมชอบให้ มันเป็นนาฬิกาเรือนแรกในชีวิต เป็นของขวัญอันทรงคุณค่า เพราะมันแลกมาด้วยการทำงาน ผมดีใจมาก เห่อสุดๆ จนต้องใส่มันนอนด้วย

ป๊าบอกว่า “คนเราทำงานหนัก ก็ต้องใช้จ่ายให้เป็น มันไม่ขึ้นอยู่กับว่าแพงหรือถูก ถ้ามันดีกว่า คุ้มกว่า ใช้ได้นานกว่า การซื้อของแพง ก็ไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย”

สิ่งที่ไม่น่าเชื่อก็คือ บทเรียนเล็กๆของการทำงานสองวันนั้น ยังคงติดตัวผมมาจนถึงทุกวันนี้

ทุกวันนี้ ผมไม่เคยใช้ชีวิตแบบจำกัดจำเขี่ย ถ้าสิ่งใดที่จำเป็นและผมต้องการมัน ผมจะแลกมันด้วยการทำงานหนัก และส่ิงของใดที่จำเป็น ผมจะเลือกสิ่งที่คุ้มค่าที่สุด

เมื่อนึกย้อนกลับไปยังบทเรียนในวันนั้น ผมจะรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองเสมอ และอดไม่ได้ที่จะนึกถึงป๊า ครูการเงินคนแรกในชีวิต ที่สอนการเงินให้ผมด้วยความรัก จนทำให้ผมมีภูมิคุ้มกันทางการเงินติดตัวมาจนปัจจุบัน

แม้วันนี้ป๊าจะไม่อยู่แล้ว แต่บทเรียนทางการเงินอันทรงคุณค่าบทเรียนนี้และบทเรียนอื่นๆยังคงอยู่ และจะถูกส่งต่อไปยังลูกๆของผมด้วยความรัก เหมือนอย่างที่ป๊าส่งมอบมันให้กับผมอย่างแน่นอน

ขอบคุณครับป๊า …​ หนุ่มคิดถึงป๊าครับ!!