บั้นปลายมีทุนเกษียณ ตอน “เกษียณรวย”

เมื่อการเงินของเราเริ่มเข้าที่เข้าทาง

สภาพคล่องดี มีกิน มีใช้ มีเหลือเก็บสะสมในตะกร้าเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินจนเริ่มรู้สึกปลอดภัย และมีการจัดการความเสี่ยงทางการเงินส่วนบุคคลไว้อย่างเพียงพอ ก็ถึงเวลาที่เราจะต้องมาพิจารณากันถึงเรื่องการบริหารเงินเพื่อความมั่งคั่งกันแล้ว

โดยส่วนตัวผมแบ่งเป้าหมายความมั่งคั่งออกเป็น 2 เป้าหมายด้วยกันคือ

เป้าหมายคือ การสร้าง ทรัพย์สิน (Asset) เพื่อให้มี กระแสเงินสด (Passive Income) เพียงพอจัดการกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและมี อิสระทางการเงิน ก่อนถึงวัยเกษียณจากการทำงาน

เป้าหมายคือ การทยอยออมและลงทุนระยะยาว เพื่อสะสมเงินไว้ให้เพียงพอใช้จ่ายในช่วงหลังเกษียณ ซึ่งเป็นช่วงที่หลายคนอยากพักผ่อน อยากหยุดทำงาน หรือทำงานแต่น้อยแล้ว

ในบทนี้ ผมขอพูดคุยในเรื่อง การเกษียณแบบดั้งเดิม หรือ เกษียณรวย กันก่อน

หัวใจของแผน เกษียณรวย

สำหรับการ เกษียณรวย นั้น ผมหมายถึง การเก็บเงินไว้ใช้ในช่วงเลิกทำงาน (หลังอายุ 60 ปี) แผนนี้เน้นไปที่การทยอยสะสมความมั่งคั่งทีละเล็กละน้อย ลงทุนในเครื่องมือประเภทตราสารการเงิน (Paper Asset) ที่ไม่ซับซ้อนและไม่ต้องบริหารจัดการมากนัก เน้นวินัยในการออมและลงทุนอย่างสม่ำเสมอ และพึ่งพาพลังของผลตอบแทนแบบทบต้น ช่วยพาเงินสะสมของเราไปให้ถึงเป้าหมาย

ทำไมจากเงินหลักพัน เติบโตเป็นหลักล้าน!?

ตอนที่เริ่มคิดเรื่องการเก็บเงินเกษียณรวย ผมได้รับอิทธิพลทางความคิดจากตารางอัตราผลตอบแทนทบต้น ที่อ่านเจอจากหนังสือการเงินส่วนบุคคลของต่างประเทศเล่มหนึ่ง ในตารางแสดงผลลัพธ์ของการสะสมเงินเป็นประจำทุกเดือน เดือนละ 1,000 บาท แล้วนำไปลงทุนในทรัพย์สินที่ให้อัตราผลตอบแทนต่างกัน ในระยะเวลาที่แตกต่างกัน ผลลัพธ์ของการสะสมตามแต่ละเงื่อนไข แสดงได้ในตารางด้านล่าง

จากตาราง อธิบายได้ว่า หากนายประยุทธ์อายุ 30 ปี มีความตั้งใจเก็บเงินสะสมทุกเดือน เดือนละ 1,000 บาท แล้วนำไปลงทุนในทรัพย์สินที่ให้ผลตอบแทนแบบทบต้นเฉลี่ย 10% ต่อปี สะสมแบบนี้ไปเรื่อยๆ 30 ปี ในตอนอายุ 60 ปี นายประยุทธ์จะมีเงินเก็บสะสมทั้งสิ้น 2,260,488 บาท (โอ้โห! ดีจัง)

จะเห็นว่าปัจจัยที่ทำให้ทุนเกษียณของประยุทธ์เติบโตจากเงินหลักพันเป็นหลักล้าน ประกอบด้วย 3 สิ่งสำคัญ นั่นคือ  เงินออมที่สม่ำเสมอ อัตราผลตอบแทนที่ได้รับ และระยะเวลาในการลงทุน

ทำไมควรคิดเรื่องเกษียณ ตั้งแต่วันแรกที่ทำงาน?

ด้วยเหตุุที่ปัจจัยสำคัญตัวหนึ่งของการสะสมเงินเกษียณ คือ ระยะเวลาในการลงทุน ดังนั้น ความเชื่อเดิมที่ว่า การเก็บเงินเกษียณเป็นเรื่องของคนใกล้เกษียณ จึงเป็นความคิดที่ผิดและเสี่ยงมาก

เพราะถ้าคิดจะเก็บเงินช่วง 10 ปีสุดท้าย ของการทำงาน เพื่อหวังจะให้พอใช้ โดยอาศัยผลตอบแทนแบบทบต้น 10% เท่ากัน ในระยะเวลาสั้นๆ แค่ 10 ปี หากไม่เคยมีเงินเก็บสะสมมาเลย คุณจะต้องเก็บเงินเฉลี่ยตกเดือนละ 10,000 บาทเลยทีเดียว (มากกว่ากัน 10 เท่า) แถมระยะเวลาการลงทุนที่ไม่ยาว ก็อาจเกิดความผันผวนในการลงทุน ทำให้เงินเกษียณของคุณไปไม่ถึงเป้าหมายได้อีกด้วย

ดังนั้น สำหรับคนรุ่นใหม่ แนวคิดวางแผนเกษียณรวยที่ถูกต้องและปลอดภัยก็คือ ควรวางแผนเกษียณ ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงาน เพราะด้วยระยะเวลาในการสะสมที่นานพอ จะช่วยผ่อนแรงให้เราสะสมเงินต่อเดือนในอัตราที่ต่ำ และมีระยะเวลาให้ผลตอบแทนแบบทบต้นทำงานได้เต็มที่

เริ่มวางแผน “เกษียณรวย” ด้วย 3 คำถาม

สำหรับคนที่จะเริ่มต้นวางแผนเกษียณรวยให้กับตัวเอง ผมแนะนำให้ลองตอบคำถามสำคัญ 3 ข้อดังต่อไปนี้ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการวางแผนครับ

1. รูปแบบชีวิตหลังเกษียณที่อยากได้หน้าตาเป็นอย่างไร?

รูปแบบชีวิตดังกล่าวต้องใช้เงินสนับสนุนต่อเดือนตกเฉลี่ยเท่าไหร่ (คำนวณทุนเกษียณที่ต้องการ)

2. แหล่งรายได้หลังเกษียณของเรา?

จะได้มาจากช่องทางใดบ้าง (ประเมินแหล่งรายได้หลังเกษียณ)

3. ส่วนที่ขาดที่ต้องเก็บสะสมเพิ่ม?

เพื่อให้ได้ทุนเกษียณที่ตอบโจทย์ชีวิตในแบบที่ต้องการ (วางแผนออมและลงทุน เติมส่วนที่ขาด)

กรณีศึกษา การสร้างพอร์ตเกษียณรวย

การคำนวณทุนเกษียณที่ต้องการ ในเบื้องต้นเราจะใช้วิธีประมาณการอย่างง่ายๆ โดยเน้นไปที่ปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตก่อน เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตประจำวัน ยังไม่ประเมินในส่วนเติมเต็มชีวิต เช่น ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว และอื่นๆ

ยกตัวอย่าง : นายประยุทธ์เป็นพนักงานบริษัท อายุ 30 ปี สามารถคำนวณทุนเกษียณที่ต้องการได้ ดังนี้

1. รูปแบบชีวิตหลังเกษียณที่อยากได้หน้าตาเป็นอย่างไร?

ลองตั้งโจทย์อย่างง่ายๆ ว่า ถ้าพรุ่งนี้เราเกษียณจากการทำงานแล้ว จะยังมีค่าใช้จ่ายอะไรที่มีความจำเป็นอยู่บ้าง และคิดเป็นเงินเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับค่าครองชีพปัจจุบัน

ทั้งนี้อาจประเมินว่า หลังเกษียณรายจ่ายบางอย่างของเราอาจจะลดลง โดยเฉพาะภาระหนี้ต่างๆ อาทิ ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถยนต์ หนี้จากสินเชื่ออื่นๆ รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูลูก รายจ่ายเหล่านี้น่าจะหมดไปแล้วเมื่อเข้าสู่วัยเกษียณ

เมื่อประเมินรายจ่ายสำคัญๆ ได้แล้ว ก็ให้นำมาคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่อเดือน

Tip : 

  • หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกษียณอย่างมีความสุข มีเงินพอใช้จ่าย ก็คือ การไม่มีภาระหนี้ในช่วงหลังเกษียณ ดังนั้น การวางแผนชำระหนี้ให้หมดก่อนเกษียณ จึงเป็นหัวใจสำคัญประกา่รหนึ่งของการวางแผนเกษียณสำหรับทุกคน
  • สำหรับค่าใช้จ่ายจากการรักษาพยาบาล ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่ประมาณการเป็นรายเดือนได้ยาก บางคนจึงเลือกใช้ประเมินเป็นวงเงินค่าใช้จ่ายรายปีแทน แล้วค่อยคิดกลับมาเป็นรายเดือน หรือในบางครั้งก็ใช้วิธีประเมินจากค่าใช้จ่ายในส่วนของประกันสุขภาพที่ต้องจ่าย แทนค่ารักษาพยาบาลโดยตรง กรณีของผู้ที่ตั้งใจจะใช้สิทธิรักษาพยาบาลของข้าราชการ หรือหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตร 30 บาท) เราอาจจะประมาณการค่าใช้จ่ายส่วนรักษาพยาบาลให้ต่ำลงหรือระบุเป็นศูนย์ ในการประเมินทุนเกษียณเบื้องต้นก่อนได้

เนื่องจากมูลค่าของเงินนั้นถูกเงินเฟ้อลดค่าลงเรื่อยๆ ดังนั้น การประเมินทุนเกษียณรวยที่ต้องใช้เวลาสะสมยาวนานกว่าจะได้ใช้เงิน จึงจำเป็นต้องมีการนำอัตราเงินเฟ้อเข้ามาพิจารณาด้วย

โดยหากเราคิดอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในระยะยาวที่ 2% ตัวเลขปรับค่าเงินเฟ้อสำหรับการสะสมทุนเกษียณในแต่ละช่วงเวลา ก็พอจะสรุปเป็นตัวเลขประมาณการสำหรับการคำนวณอย่างง่ายๆ ได้ตามตาราง 

จากข้อมูลก่อนหน้านี้ ประยุทธ์มีอายุ 30 ปี มีระยะเวลาในการทำงานอีก 30 ปี กว่าจะเกษียณ อายุงานที่เหลือก็จะตกในช่วงตัวคูณปรับค่าเงินเฟ้อที่ 1.8

หลังปรับเงินเฟ้อค่าใช้จ่ายหลังเกษียณของประยุทธ์ ได้ทุนเกษียณที่ต้องการคือ 20,000 x 1.8 = 36,000 บาท ซึ่งอธิบายได้ว่า เมื่อถึงวันเกษียณในอีก 30 ปี ข้างหน้าประยุทธ์จะสามารถใช้ชีวิตในรูปแบบที่ต้องการได้ ถ้าเขามีเงินใช้จ่ายเดือนละ 36,000 บาท

2. แหล่งรายได้หลังเกษียณของเรา?

ทำการคำนวณทุนเกษียณที่ต้องสะสมเพิ่มเติม เพื่อนำมาชดเชยเงินใช้จ่ายส่วนที่ขาดไปในแต่ละเดือน ให้เพียงพอใช้จ่ายได้ 20 ปี (หรือ 240 เดือน) หลังเกษียณ

ในกรณีนี้สมมติว่า ประยุทธ์ประเมินแล้วว่าหลังเกษียณ เขาน่าจะมีรายได้จากบำนาญชราภาพจากประกันสังคมและค่าเช่า ตกเฉลี่ยเดือนละ 15,000 บาท ดังนั้น ในแต่ละเดือนประยุทธ์จะยังขาดส่วนต่างจากเป้าหมายทุนเกษียณอยู่เท่ากับ 21,000 บาทต่อเดือน (คำนวณโดย 36,000-15,000)


 

Tip : กรณีประมาณการไม่ได้ อาจประเมินคร่าวๆ ว่าไม่มีรายได้ ณ วันเกษียณ หรือ รายได้เป็นศูนย์ เพื่อให้ง่ายต่อการคำนวณเงินออมเบื้องต้น

3. ส่วนที่ขาดที่ต้องเก็บสะสมเพิ่ม?

ทำการคำนวณทุนเกษียณที่ต้องสะสมเพิ่มเติม เพื่อนำมาชดเชยเงินใช้จ่ายส่วนที่ขาดไปในแต่ละเดือน ให้เพียงพอใช้จ่ายได้ 20 ปี (หรือ 240 เดือน) หลังเกษียณ

 

Tip : เงินสะสมที่ต้องออมและลงทุนเพิ่ม= ส่วนขาดรายเดือน x 12 เดือน/ปี x 20 ปี

โดยสรุป ประยุทธ์ต้องสะสมเงินเพิ่มเติมอีก 5,040,000 บาท เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทุนเกษียณในอีก 30 ปีข้างหน้า ให้มีกินมีใช้เดือนละ 36,000 บาท โดยเป็นเงินจากรายได้หลังเกษียณ 15,000 บาท และอีกส่วนหนึ่งมาจากเงินสะสม* (5,040,000 บาท) ที่ทยอยตัดมากินใช้อีกเดือนละ 21,000 บาท ไปตลอดระยะเวลา 20 ปีหลังเกษียณ

จากกรณีศึกษาของประยุทธ์จะเห็นว่า การสะสมแหล่งสร้างรายได้ไว้หลังเกษียณช่วยเบาแรงเรื่องการสะสมทุนเกษียณได้มาก ซึ่งรายได้กลุ่มนี้ส่วนหนึ่งก็คือ รายได้จากทรัพย์สิน หรือ Passive Income นั่นเอง ซึ่งวิธีการสร้างและสะสมรายได้จากทรัพย์สินนี้ เราจะคุยกันอีกครั้งในบท “หัดพิมพ์เงินใช้เอง” เรื่องวางแผนรวยก่อนเกษียณครับ


Tip : ในการบริหารเงินเกษียณรวย เราสามารถนำเงินก้อนนี้ไปหาดอกผล หรือทำให้งอกเงยได้ด้วย

ทุนเกษียณส่วนที่ยังขาด
 ควรออมและลงทุนไว้ที่ไหน?

สำหรับช่องทางในการสะสมเงินเกษียณส่วนที่ขาด (หรือที่ต้องเก็บเพิ่ม) ก็มีอยู่ด้วยกันหลายช่องทาง ทั้งช่องทางการสะสมเงินแบบที่มีเงินสมทบและแบบที่สะสมเอง ดังต่อไปนี้

 

  • เงินฝาก
  • สลากออมสิน สลากออมทรัพย์ธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์
  • พันธบัตร หุ้นกู้
  • ประกันชีวิต ประกันบำนาญ
  • กองทุนรวม
  • หุ้นสามัญ
  • เงินฝาก และหุ้นสหกรณ์
  • ทรัพย์สินที่แปลงเป็นเงินสดได้ อาทิ บ้าน ที่ดิน ทองคำ ของสะสม ฯลฯ

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และกองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน เป็นรูปแบบการสะสมทุนเกษียณรวยที่มีความคล้ายคลึงกัน นั่นคือผู้เกษียณเป็นคนสะสมเงินไว้ให้ตัวเองใช้ส่วนหนึ่ง และนายจ้างสมทบเงินสะสมให้อีกส่วนหนึ่ง แล้วนำเงินที่สะสมและสมทบเข้ามาในแต่ละเดือน ไปลงทุนตามแผนการลงทุนที่เจ้าของเงินเกษียณเป็นคนเลือก

ทุนเกษียณของแต่ละคนจะมากหรือน้อยก็ขึ้นกับ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 

1) อัตราส่วนเงินสะสมและเงินสมทบ* 

2) อัตราผลตอบแทนการลงทุนจากแผนที่เลือก 

3) ระยะเวลาในการลงทุน


Tip : อัตราส่วนเงินสะสมและเงินสมทบ ผันแปรตามรายได้และอัตราเปอร์เซนต์ที่แต่ละองค์กรกำหนด

สำหรับระยะเวลาลงทุนนั้นไม่น่าเป็นปัญหา คนทำงานประจำสามารถเริ่มต้นสะสมเงินก้อนนี้ได้ตั้งแต่เริ่มทำงานกันอยู่แล้ว สิ่งที่จะทำให้แต่ละคนมีทุนเกษียณเก็บสะสมต่างกัน จึงน่าจะเป็นอัตราเงินสะสม เงินสมทบ และอัตราผลตอบแทนการลงทุนตามแผนที่เลือกมากกว่า

ลองดูตัวอย่างประมาณการสะสมเงินผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของพนักงานประจำคนหนึ่ง ตลอดอายุการทำงานดังภาพด้านล่าง

Tip : สำหรับ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และกองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน ก็ใช้วิธีคิดแบบเดียวกัน

คำอธิบายภาพ

  • พนักงานคนนี้มีเงินเดือน เริ่มต้น 15,000 บาท 
  • มีเงินเก็บสะสมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ณ วันเริ่มต้นทำงาน 0 บาท 
  • ประมาณการว่าเงินเดือนจะขึ้นอย่างต่ำ 3% ต่อปีโดยเฉลี่ย 
  • บริษัทหักเงินรายได้ของเขาไปสะสมเดือนละ 5% และสมทบให้ 5% 
  • นำเงินทั้งสองส่วนไปลงทุนในแผนการลงทุนที่คาดการณ์ผลตอบแทน 3% ต่อปีโดยประมาณ 
  • ถ้าลงทุนต่อเนื่องยาว 40 ปี ตั้งแต่วันแรกที่ทำงานไปจนถึงวันเกษียณ 

เขาจะมีเงินเก็บในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ณ วันเลิกทำงาน รวมทั้งสิ้น 2,280,260 บาท

ทุนเกษียณ 2,280,260 บาทนี้ คิดเป็นเงินของเขาเองที่สะสมมาตลอด 40 ปี เป็นเงิน 678,611 บาท เท่ากับเงินของนายจ้าง 678,611 บาท (กรณีสะสมและสมทบในอัตราเท่ากัน) และอีกส่วนหนึ่งมาจากการนำเงินของเขาและนายจ้างไปลงทุนเป็นประจำทุกเดือน* ที่แผนการลงทุนซึ่งให้ผลตอบแทน 3% ต่อปี อีก 923,036 บาท นั่นเอง


 

Tip : *เป็นลักษณะการลงทุนเป็นการทยอยลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน หรือ Dollar Cost Average (DCA)

สำหรับผู้ที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และกองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน เพื่อเพิ่มโอกาสในการสะสมทุนเกษียณให้มากพอ 

อัตราส่วนการลงทุนที่เหมาะสม

ในช่วงแรกของการทำงาน (อายุ 20-45 ปี) 

ควรเลือกแผนการลงทุนที่มีหุ้นเป็นสัดส่วนการลงทุนอยู่ด้วยมากสักหน่อย เพราะยังเหลือระยะเวลาการลงทุนอีกนานพอที่จะรับความผันผวนระยะสั้นจากหุ้นได้ โดยอาจเลือกแผนที่จะลงทุนหุ้นในสัดส่วนประมาณ 40-60% 

เมื่ออายุเข้าช่วง 10-15 ปีสุดท้ายของการทำงาน (อายุ 54-59 ปี) 

ก็อาจปรับลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นของแผนที่เลือกลง เพื่อรักษาระดับทุนเกษียณให้มั่นคงมากยิ่งขึ้น**

อย่างไรก็ดี การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาสิ่งที่นำเงินไลงทุนให้เข้าใจ ไม่ลงทุนเกินขอบเขตของความรู้และความสามารถในการรับความเสี่ยงของตัวเองนะครับ


 

Tip : **อัตราส่วนการลงทุนในหุ้นของแผนการลงทุนที่เลือกนั้น ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ทั้งในเรื่องความรู้เกี่ยวกับการลงทุน ความสามารถในการรับความเสี่ยง และแผนการเงินของผู้วางแผนเกษียณเอง เพราะมีีบางคนที่เข้าใจการลงทุนก็อาจเลือกแผนที่ลงทุนหุ้นในสัดส่วนที่เกินกว่าคำแนะนำ รวมไปถึงอาจเลือกลงทุนแบบความเสี่ยงสูงไปจนถึงช่วงสุดท้ายของการทำงานเลยก็ได้

ตัวอย่าง การคำนวณทุนเกษียณ กรณีสะสมด้วยตัวเองผ่านกองทุนรวม

กรณีที่ไม่มีตัวช่วยสะสมเงินเกษียณ หรือพูดให้ง่าย คือ ต้องเก็บสะสมด้วยตัวเอง ผู้วางแผนเกษียณก็สามารถเลือกใช้ช่องทางต่างๆ ได้ตามที่ยกตัวอย่างไปแล้วข้างต้น ทั้งนี้ช่องทางหนึ่งที่เราสามารถใช้เป็นเครื่องมือสำหรับสะสมความมั่งคั่งให้กับตัวเองในวันเกษียณได้ก็คือ เครื่องมือที่มีชื่อว่า “กองทุนรวม” ครับ

สมมติว่า ประยุทธ์มีเป้าหมายต้องออมและลงทุนเพื่อให้มีทุนเหษียณเพิ่มอีก 5,000,000 บาท ภายในระยะเวลาอีก 30 ปีข้างหน้า เพื่อให้มั่นใจว่าตัวเองจะมีเงินใช้จ่ายหลังเกษียณได้ไม่ขาดมือ ประยุทธ์เลยตั้งใจจะลงทุนเป็นประจำทุกเดือน โดยคาดหวังผลตอบแทนจากการลงทุนเฉลี่ยในระยะยาวปีละ 8% ด้วยแผนการนี้ประยุทธ์ก็สามารถวางแผนการออมและลงทุนอย่างง่ายๆ ให้กับตัวเองได้ ดังรูปด้านล่าง

Tip :

*คำนวณโดยแอปพลิเคชั่น EZ Financial Calculator (iOS) หรือ Financial Calculator (Android) โดยใช้ฟังก์ชั่น TVM Calculator

จากภาพ อธิบายวิธีการคำนวณได้ ดังนี้

  • เป้าหมายเงินลงทุน (Future Value) = 5,000,000 บาท
  • อัตราผลตอบแทนการลงทุน (Annual Rate, %)  = 8% ต่อปี
  • ระยะเวลาลงทุน (Period) = 30 ปี
  • การทบต้น (Compounding) = Annually (รายปี)

จากนั้น เลือก PMT เพื่อคำนวณหาเงินลงทุนรายปี (Payment) ที่เราจะต้องสะสมเข้าไปทุกปี เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ 5,000,000 บาท ในอีก 30 ปีข้างหน้า ภายใต้อัตราผลตอบแทน 8% ต่อปี จะได้ผลลัพธ์ว่า ประยุทธ์ต้องสะสมเงินปีละ 44,137 บาท หรือตกเฉลี่ยเดือนละ 3,678 หรือประมาณ 3,600 บาทต่อเดือน

สิ่งที่ควรทำ หากประยุทธ์อยากให้แผนสะสม “เกษียณรวย” สำเร็จ!

ลงทุนระยะยาว และต่อเนื่อง

ประยุทธ์ต้องลงทุนยาว 30 ปี ตามแผนการที่กำหนดและลงทุนต่อเนื่องเป็นประจำ* ทุกเดือน เดือนละ 3,678 บาท โดยอาจใช้วิธีการตัดเงินจากบัญชีเงินเดือนลงทุนแบบอัตโนมัติ เพื่อช่วยผ่อนแรงในการบริหารการลงทุนให้สามารถลงทุนได้ต่อเนื่องไม่ขาดตอน

เลือกใช้เครื่องมือทางการเงิน
 ให้เหมาะสมกับผลตอบแทนที่คาดหวัง

หากคาดหวังผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 8% ต้องใช้กองทุนรวมหุ้นเป็นเครื่องมือ* เนื่องจากในระยะยาวแล้ว กองทุนรวมหุ้นให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยนสูงสุด โดยอาจเลือกใช้กองทุนรวมดัชนี (Index Fund) หรือกองทุนรวมหุ้นในกลุ่ม SET50 หรือ SET100 เป็นเครื่องมือในช่วงเริ่มต้น จนกว่าจะสามารถเลือกกองทุนเพื่อลงทุนได้เอง (แต่หลายครั้งพวกเลือกกองทุนรวมลงทุนเองก็แพ้กองทุนรวมดัชนีนะครับ)
  Tip :*อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยที่เป็นไปได้สำหรับการทยอยการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นในระยะยาว เฉลี่ยอยู่ที่ 8-10% ต่อปี

เลือกกองทุนรวมหุ้นที่ไม่มีการปันผล

เนื่องจากพอร์ตเกษียณรวยเป็นพอร์ตเกษียณที่ต้องสะสมเงินระยะยาว และประยุทธ์เองยังไม่มีความจำเป็นต้องนำดอกผลของการลงทุนออกมาใช้ จนกว่าจะถึงวันเกษียณ สาเหตุที่แนะนำกองทุนรวมหุ้นที่ไม่มีการปันผลเป็นเครื่องมือ เพราะนอกจากจะไม่ต้องหาช่องทางลงทุนให้กับเงินปันผลที่ได้รับมาแล้ว ยังไม่ต้องเสียภาษีจากเงินปันผลอีกด้วย

ใช้กองทุนรวมหุ้นที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี

ประยุทธ์อาจพิจารณากองทุนรวมประเภท กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) หรือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ที่ลงทุนในหุ้น เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ควบคู่ไปกับการลงเพื่อผลตอบแทนระยะยาวได้

“รู้แล้วไม่ทำ เท่ากับ ไม่รู้”

WORKSHOP

วางแผน “เกษียณรวย” ตั้งแต่วันนี้!

  • เขียนพอร์ตเกษียณรวยของตัวคุณเอง
  • หากพบว่ายังมีทุนเกษียณรวยไม่พอใช้จ่ายหลังหยุดทำงาน รีบวางแผนสะสมเงินและลงทุนเพิ่มเติมกันเลยนะครับ

ขอให้ได้ผลลัพธ์ทางการเงินที่ดีครับ 🙂

บั้นปลายมีทุนเกษียณ ตอน “เกษียณเร็ว”

ในส่วนของการ “วางแผนเกษียณ” เราได้พูดคุยกันถึงการวางแผนเกษียณรวย หรือถ้ามองตามภาพด้านล่างคือ แผน B ซึ่งใช้วิธีการทยอยสะสมเงินลงทุนอย่างสม่ำเสมอในเครื่องมือประเภทตราสารการเงิน แล้วอาศัยพลังของผลตอบแทนแบบทบต้น พาเงินออมไปสู่เป้าหมาย มีกินมีใช้ยามเกษียณ

แต่ในบทนี้ เราจะมาเร่งระยะเวลาเกษียณทางการเงินของเราให้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องรอให้ถึงอายุ 60 ปี ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถมีความสุขและมีอิสระทางการเงินได้ตั้งแต่อายุยังน้อย

แผนการที่ว่านี้ ผมเรียกมันว่า แผนเกษียณเร็ว หรือ แผน A ครับ

หลักการพื้นฐานของ “แผน A”

เพียงแค่เรามี “รายได้จากทรัพย์สิน (Passive Income) มากกว่ารายจ่ายรวมต่อเดือน (Total Expense)” หรือ มีรายได้จากเครื่องพิมพ์เงินที่ช่วยผ่อนแรงให้เราไม่ต้องทำงานตลอดเวลามากกว่ารายจ่ายรวม เพียงเท่านี้เราก็จะเริ่มมีอิสระทางการเงินแล้ว

เช่น ถ้าปัจจุบันคุณมีค่าใช้จ่ายต่อเดือน 45,000 บาท และคุณมีรายได้จากทรัพย์สินหลายอย่างรวมกัน (ค่าเช่า + กำไรธุรกิจ + เงินปันผล + ดอกเบี้ย + ค่าลิขสิทธิ์ และอื่นๆ) เท่ากับหรือมากกว่า 45,000 บาทต่อเดือน คุณก็จะเริ่มมีอิสรภาพทางการเงิน และจัดเวลาในการดำเนินชีวิตของคุณได้มากขึ้น โดยไม่ต้องกังวลกับเรื่องเงินแล้ว

ที่ผ่านมาฟังดูแล้วเหมือนจะง่าย แต่เรื่องแบบนี้บอกได้เลยว่าถ้าทำโดยไม่มีแผน ไม่มีกลยุทธ์ ก็อาจต้องใช้เวลานานกว่าจะไปถึงเป้าหมาย ยิ่งถ้าใครโฟกัสแต่การหา “รายได้” เพิ่ม ไม่โฟกัสที่การสร้าง “ทรัพย์สิน” เพิ่ม (ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะเป็นอย่างนั้น) โอกาสยิ่งห่างไกลไปกันใหญ่เลย

จากประสบการณ์ล้มลุกคลุกคลานอยู่นานจนเจอทางที่ใช่ ผมสรุปแนวทางการสร้างอิสรภาพทางการเงินในแบบของตัวเอง ออกมาเป็นโมเดลง่ายๆ ซึ่งพอจะอธิบายเป็นขั้นตอนได้ดังนี้

1. สร้างธุรกิจ (Business) ค่าลิขสิทธิ์ (Royalty) หรือ ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ (Rental Property) ที่ให้กระแสเงินสด โดยใช้เงินตัวเองให้น้อยที่สุด (แนวคิด Other People’s Money หรือ OPM)

2. นำกระแสเงินที่ได้ไปลงทุนต่อในธุรกิจและอสังหาริมทรัพย์ และแบ่งส่วนหนึ่งสะสมลงทุนใน ตราสารการเงิน (Paper Asset) อย่างเช่น หุ้น หรือ กองทุนรวม ฯลฯ อีกต่อหนึ่ง

เพราะโมเดลนี้เป็นโมเดลที่เริ่มต้นได้ง่าย อาศัยแนวคิดที่ยอดเยี่ยม (Idea) บวกกับพลังทวี (Leverage) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เงิน” ของคนอื่น (Other People’s Money หรือ OPM) ก็ช่วยสร้างอัตราเร่งให้กับความมั่งคั่งของเราได้

สมัยเริ่มสร้างตัว ผมแทบไม่มีเงินเลย แถมยังติดหนี้ก้อนโตหลายสิบล้าน โชคดีที่ผมตั้งคำถามกับชีวิตถูกต้อง 

นั่นคือ คำถามที่ว่า “จะเป็นไปได้หรือไม่ ที่ผมจะมีอิสรภาพทางการเงินโดยใช้ทุนเริ่มต้นของตัวเองที่มีอยู่ไม่มากได้”

การคิดและลงมือทำแบบนี้ ทำให้ผมพบข้อเท็จจริงทางการเงินที่แบ่งแยกคนที่มีชีวิตพุ่งทะยานไปข้างหน้ากับคนที่ชีวิตมีข้อจำกัด นั่นคือ “คนที่มีชีวิตพุ่งทะยานไปข้างหน้า เขามองหาโอกาสก่อนหาเงิน ส่วนคนที่ชีวิตอุดมไปด้วยข้อจำกัด มักทำตรงกันข้าม และมักใช้เงินทุนเป็นข้ออ้างที่ทำให้พวกเขาไม่ต้องคิด ไม่ต้องทำอะไรต่อ”

 เช่น ถ้าวันนี้คุณเจอคอนโดห้องหนึ่งราคา 3 ล้านบาท เจ้าของเดิมปล่อยเช่าให้กับชาวต่างชาติที่มาทำงานในประเทศไทย (Expat) และเก็บค่าเช่าได้เดือนละ 22,000 บาท หลังจากพูดคุณปรึกษากับทางธนาคาร พบว่าพวกเขายินดีให้สินเชื่อเพื่อซื้อบ้านหลังดังกล่าวกับคุณให้อัตรา 95% ของราคาขาย หรือแค่ 2,850,000 บาท โดยมีภาระต้องผ่อน 17,000 บาทต่อเดือน แต่ท้ายที่สุดการลงทุนนี้ให้กระแสเงินสดกับคุณเดือนละ 5,000* บาท (ค่าเช่า 22,000 บาท – เงินผ่อน 17,000 บาท) คิดเป็นอัตราผลตอบแทนในรูปเงินสด (CCR) สูงถึง 40%


Tip : CCR หรือ Cash On cash Return ในกรณีตัวอย่างคำนวณโดยนำกำไรในรูปเงินสดทั้งปี (5,000 x 12) หารด้วยเงินลงทุน (150,000) แล้วคูณด้วย 100

คำถามคือ ถ้าวันนี้คุณไปเจอโอกาสลงทุนดังกล่าว แต่โชคร้ายที่ปัจจุบันไม่มีเงินเก็บเงินออมเลย แต่คุณเห็นแล้วว่า ถ้าได้ครอบครองคอนโดห้องนี้ คุณจะมีรายได้จากทรัพย์สินแน่ๆ 5,000 บาทต่อเดือน หรือ 60,000 บาทต่อปี และมีโอกาสเพิ่มขึ้นอีกในอนาคตจากการขึ้นค่าเช่าในปีต่อๆ ไป และผ่อนน้อยลงจากการที่หนี้ลดลงไปเรื่อยๆ ในแต่ละปี

คุณคิดว่าจะลองพยายามดูสักครั้ง เพื่อหาเงิน 150,000 บาท มาดาวน์ซื้อคอนโดให้เช่าหลังนี้ได้หรือไม่?

ถ้าคุณเข้าใจเรื่องการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ดีพอ ผมเชื่อว่าคุณมีทางหาเงิน 150,000 บาทมาซื้อได้แน่นอน และนั่นคือเหตุผลที่ว่า ทำไมไอเดียของเราถึงสำคัญกว่าเงินทุน

จำเอาไว้นะครับ หากต้องการประสบความสำเร็จมีอิสรภาพทางการเงินได้เร็ว… 

“คุณต้องมองหาการลงทุนที่ดีให้เจอก่อน แ

4 ขั้นตอนวางแผนการเงินเพื่อ “เกษียณเร็ว”

กลับมาที่โจทย์เดิมของเราที่ว่า อิสรภาพทางการเงินจะเกิดขึ้นได้เมื่อ รายได้จากทรัพย์สินมากกว่ารายจ่ายรวม ดังนั้น หากจะวางแผนการเงินเพื่อเกษียณเร็ว (Retire Rich) ก็จะมีขั้นตอนสำคัญที่ต้องดำเนินการ ดังนี้

โจทย์แรกที่เราจะต้องรู้ให้ชัดเจนก่อนก็คือ รูปแบบชีวิตที่เราต้องการในอนาคตเป็นอย่างไร ไม่ต้องมองไกลมาก อีก 5 ปีต่อจากนี้ก็พอ ลองเขียนมันใส่กระดาษ A4 สักหนึ่งแผ่น พรรณาไลฟ์สไตล์ที่ต้องการแบบมีอิสระทางความคิดเต็มที่ ไม่ยึดติดหรือเลียนแบบใคร จากนั้นลองดูว่า ชีวิตที่เราต้องการมีสิ่งสนับสนุนอะไรที่จำเป็นบ้าง

เช่น หนุ่มโสดคนหนึ่งประเมินว่า รูปแบบชีวิตแบบสบายๆ ของเขาน่าจะต้องมีสิ่งจำเป็นในชีวิตดังต่อไปนี้

  • คอนโดมิเนียม ห้องสตูดิโอ
  • รถยนต์ซิตี้คาร์ 1 คัน
  • ค่าใช้จ่ายส่วนตัวแบบสบายๆ 

เมื่อได้รายการสิ่งสนับสนุนที่จำเป็นสำหรับรูปแบบชีวิตที่ต้องการแล้ว ก็ให้ลองประเมินต่อว่า สิ่งสนับสนุนชีวิตที่เราต้องการนั้น มีค่าใช้จ่ายต่อเดือนประมาณเท่าไหร่ จากนั้นก็ให้เอารายจ่ายต่อเดือนนั้น มาคำนวณหา รายจ่ายรวมต่อเดือน (Total Expense)

นำค่าใช้จ่ายต่อเดือนที่คำนวณได้ มาหาเป้าหมายรายได้จากทรัพย์สินที่จะทำให้เรามีอิสรภาพทางการเงิน โดยเผื่อให้มีเงินออมสะสมเพิ่มในแต่ละเดือน 10%


 

รายจ่ายรวม (Total Expense)   40,000 บาท/เดือน

เผื่ออัตราการออม 10%              4,000 บาท/เดือน

เป้าหมายรายได้จากทรัพย์สิน    44,000 บาท/เดือน

(Passive Income)

ลองกำหนดแผนการสร้างทรัพย์สิน โดยกำหนดเครื่องมือและรายได้จากทรัพย์สินที่ต้องการจากแต่ละเครื่องมือ

จากเป้าหมายรายได้จากทรัพย์สินเดือนละ 44,000 บาท หนุ่มโสดท่านนี้วางแผนจัดพอร์ตเกษียณเร็ว (แผน A ) ของตัวเองไว้ดังตารางด้านล่าง

ทั้งหมดนี้คือ แนวคิดการจัดพอร์ตเกษียณเร็วเบื้องต้น ถ้าใครสนใจ ผมแนะนำว่าให้เริ่มลองทำได้เลยนะครับ ทำแล้วก็ค่อยๆ เรียนรู้กันไป 

สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้แผนการนี้ประสบความสำเร็จได้ก็คือ การมีวินัยและอดทนมากพอที่จะลงมือทำและเรียนรู้ต่อเนื่องไปจนกว่าจะถึงจุดหมาย

สรุปแผนการเงินทั้ง 3 แผน C-B-A

“รู้แล้วไม่ทำ เท่ากับ ไม่รู้”

WORKSHOP

วางแผน “เกษียณเร็ว” เพื่ออิสรภาพ!

  • จินตนาการช่องทางสร้างรายได้เพื่อ “เกษียณเร็ว” 
  • ลงรายละเอียดว่า รายได้ในแต่ละช่องจะได้มายังไง 
  • เราต้องเรียนรู้อะไรและลงมือทำอะไรบ้าง เพื่อให้ได้รายได้จากทรัพย์สิน (Passive Income) ในจำนวนที่ต้องการ

มันง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ?

ทุกอย่างในโลก ก็เริ่มจากไอเดียง่ายๆ แบบนี้แหละครับ 

คิดง่ายๆ แล้วเริ่มลงมือทำ ดีกว่าพวกนักคิด (มาก) ที่เอาแต่คิดแล้วก็ไม่ลงมือทำอะไรสักที 🙂