The Money Coach

สอดคล้องเกณฑ์ภาษี

“ภาษี” จัดเป็นความรู้ทางการเงินอีกหัวข้อหนึ่งที่สำคัญมาก แต่กลับเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้เรียนรู้จากมหาวิทยาลัย ทั้งที่เมื่อเรียนจบและมีรายได้ ถึงวันหนึ่งพวกเราก็ต้องเสียภาษีเงินได้กันทุกคน

เมื่อมีรายได้ ก็ต้องเสียภาษี แล้วภาษี (เงินได้บุคคลธรรมดา) คิดคำนวณกันยังไง?

การคำนวณภาษี ปัจจุบันมีอยู่ 2 วิธี

1. วิธีเงินได้สุทธิ

เห็นคำว่า “สุทธิ” ให้รู้ไว้เลยว่าต้องมีการตัดมีการหักออกให้เหลือเป็นตัวเลขสุทธินั่นเอง ซึ่งโครงสร้างของวิธีการคำนวณเงินได้สุทธินี้จะประกอบด้วย คำศัพท์สำคัญ 4 คำด้วยกัน นั่นคือ

หมายถึง เงินได้ที่ต้องเสียภาษี พูดให้ง่ายหน่อยก็คือ รายได้ที่หาได้ตลอดทั้งปี นับตั้งแต่ 1 มกราคม จนถึง 31 ธันวาคม ของปีเดียวกัน ไม่ว่าจะมีรายได้จากช่องทางใดรูปแบบไหนจากอาชีพการงานใด ก็ถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องนำมาคำนวณภาษีทั้งหมด

Tip : ปัจจุบันสรรพากรแบ่งรายได้บุคคลธรรมดา ออกเป็น 8 ประเภท ใช้ชื่อเรียก ประเภท 1 ถึง 8

หมายถึง รายจ่ายที่สรรพากรอนุญาตให้เราหักเป็นค่าใช้จ่าย หรือเป็นต้นทุนในการสร้างรายได้ของเรา

ซึ่งค่าใช้จ่ายนี้ก็มีทั้งค่าใช้จ่ายจริงๆ และค่าใช้จ่ายตามเกณฑ์ที่สรรพากรกำหนด แยกตามประเภทของเงินได้ที่ได้รับ (ตามข้อ 1.1)

ทั้งนี้เนื่องจากผู้มีเงินได้ประกอบอาชีพแตกต่างกัน มีความยากง่ายและต้นทุนที่แตกต่างกัน ดังนั้น เพื่อความเป็นธรรม กฎหมายจึงได้แบ่งลักษณะของเงินได้ (พึงประเมิน) ออกเป็นกลุ่มตามความเหมาะสม เพื่อกำหนดวิธีคำนวณภาษีตามลักษณะรูปแบบรายได้ ดังในตารางด้านล่าง

* ถ้ามีรายได้ทั้งประเภทที่ 1 และ 2 เมื่อหักค่าใช้จ่ายรวมกันแล้ว ต้องไม่เกิน 100,000 บาท

** ในตารางเป็นการยกตัวอย่างเฉพาะเงินได้สำคัญๆ เพื่อใช้เป็นตัวอย่างในการอธิบายการหักค่าใช้จ่ายแต่ละประเภท ทั้งนี้ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ถูกจัดเข้ากลุ่มรายได้ประเภทต่างๆ ตามที่สรรพากรกำหนดอยู่อีกหลายรายการ สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.rd.go.th หรือติดต่อสอบถามจากเจ้าหน้าที่ กรมสรรพากร ได้ที่โทร. 1161

หมายถึง รายจ่ายที่สรรพากรอนุญาตให้หักได้เพิ่มเติม นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายในข้อ 1.2 โดยมีเงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติตาม จึงจะได้สิทธิลดหย่อนตามที่รัฐกำหนด ซึ่งค่าลดหย่อนที่เราควรทราบมีดังนี้

* บุตรคนที่สอง ที่เกิดหลังปี 2561 สามารถลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท

** บิดามารดา ต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้มีเงินได้ และมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ขอหักลดหย่อนไม่เกิน 30,000 บาท

*** กรมธรรม์ประกันชีวิตต้องมีอายุ 10 ปีขึ้นไป

**** บิดามารดา ต้องมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ขอหักลดหย่อนไม่เกิน 30,000 บาท

นอกจากนี้ ยังมีรายการค่าลดหย่อนอื่นๆ ที่รัฐอาจให้สิทธิเพิ่มเติมในบางปี เช่น ค่าลดหย่อนท่องเที่ยว ค่าลดหย่อนช็อปช่วยชาติ ค่าลดหย่อนเงินกู้ซื้อบ้านหลังแรก ฯลฯ

ทั้งนี้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีควรหมั่นติดตามสิทธิประโยชน์ที่รัฐให้ เพื่อประโยชน์ในการวางแผนภาษีของตัวเองด้วย

หมายถึง เงินได้พึงประเมินที่เหลือจากการหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่างๆ ที่มีแล้ว เขียนเป็นสมการง่ายๆ ได้ว่า

ซึ่งเมื่อได้ตัวเลข “เงินได้สุทธิ” แล้ว เราก็จะนำเงินได้สุทธิมาคำนวณภาษีที่ต้องเสีย ตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ดังตาราง

ตัวอย่าง การคำนวณภาษีเงินได้สุทธิ

นายประยุทธ์ เป็นพนักงานประจำ อายุ 30 ปี ยังโสด มีรายได้เดือนละ 30,000 บาท ปีที่ผ่านมาบริษัทมีโบนัสให้ 2 เดือน ตลอดทั้งปีนายประยุทธ์มีรายการค่าลดหย่อนรวมทั้งสิ้น ดังนี้

  • เงินสะสมกองทุนประกันสังคม 9,000 บาท
  • เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 18,000 บาท
  • เบี้ยประกันชีวิตแบบตลอดชีพ 20,000 บาท

วิธีคิด

เงินได้พึงประเมินของประยุทธ์               420,000 บาท

(หัก) ค่าใช้จ่าย* เงินได้ประเภทที่ 1           – 100,000 บาท

(หัก) ค่าลดหย่อนส่วนตัว                    – 60,000 บาท

(หัก) ลดหย่อนเงินสะสมประกันสังคม       – 9,000 บาท

(หัก) ลดหย่อนเงินสะสมสำรองเลี้ยงชีพ    – 18,000 บาท

(หัก) ลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิต              – 20,000 บาท

เหลือ เงินได้สุทธิ                               213,000 บาท

*เงินได้ของประยุทธ์ เป็นเงินได้กลุ่มเงินเดือน ซึ่งเป็นเงินได้ประเภทที่ 1 หักค่าใช้จ่ายได้ 50% แต่หักได้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท


 

จากนั้นนำเงินได้สุทธิของประยุทธ์ 213,000 บาท มาคำนวณภาษีแบบขั้นบันไดตามบัญชีอัตราภาษี ดังแสดง

จากตาราง ด้วยวิธีคิดภาษีแบบเงินได้สุทธิ นายประยุทธ์ต้องเสียภาษีทั้งสิ้น 3,150 บาท ทั้งนี้หากนายประยุทธ์ถูกทางบริษัทหักภาษีนำส่งสรรพากรไว้ระหว่างปีแล้ว ก็ให้ไปดูว่าต้องจ่ายเพิ่มหรือได้คืน และให้ดำเนินการยื่นแบบกับทางกรมสรรพากรต่อไป

Tip : สำหรับพนักงานประจำที่มีรายได้เป็นเงินเดือน หรือเงินพิเศษต่างๆ ที่ได้รับจากการทำงานในหน้าที่ พนักงานก็สามารถใช้วิธีคิดภาษีแบบเงินได้สุทธิเพียงวิธีการเดียว แล้วยื่นชำระภาษีได้เลย


 

* คำนวณโดยนำ 63,000 x 5% = 3,150

แต่สำหรับคนที่มีรายได้หลายช่องทาง (นอกเหนือจากงานประจำ) เราต้องคำนวณภาษีอีกหนึ่งวิธี เพื่อมาเปรียบเทียบกับวิธีเงินได้สุทธิ แล้วดูว่าวิธีใดเสียภาษีมากกว่า ก็ต้องจ่ายตามวิธีนั้น

2. วิธีเงินได้พึงประเมิน

วิธีคิดภาษีเงินได้แบบที่สอง “วิธีเงินได้พึงประเมิน” เห็นตั้งชื่อกันแบบนี้ แปลความกันง่ายๆ ว่าวิธีนี้ไม่ต้องไปหักลบอะไรให้เสียเวลา คิดจากเงินได้ตลอดทั้งปีคูณตัวเลข 0.5% แล้วออกมาเป็นภาษีที่ต้องเสียกันเลย ซึ่งวิธีการนี้จะคิดเฉพาะกับเงินได้ประเภทที่ 2-8 เท่านั้น

ตัวอย่าง การคำนวณภาษีเงินได้พึงประเมิน

สมมติว่าตลอดทั้งปี นอกจากนายประยุทธ์จะเป็นพนักงานบริษัทแล้ว ในช่วงเย็นและวันหยุดเขายังเป็นพ่อค้าขายของออนไลน์*ด้วย มีรายได้จากการขายของตลอดทั้งปี 300,000 บาท โดยมีต้นทุนสินค้าที่นำมาขาย 100,000 บาท

1. คำนวณภาษีด้วยวิธีเงินได้สุทธิ

* เงินได้จากการค้า พาณิชยกรรม เป็นรายได้ประเภทที่ 8

** รายได้ประเภทที่ 8 หักค่าใช้จ่ายได้แบบเหมา 60%  ของรายได้ หรือตามต้นทุนจริง ในกรณีประยุทธ์ที่เลือกใช้แบบเหมา เพราะหักค่าใช้จ่ายได้มากกว่า ทั้งนี้ผู้มีเงินได้มีสิทธิเลือก และมีสลับหักค่าใช้จ่ายทั้งแบบเหมาและตามจริงในแต่ละปีได้

เมื่อรวมรายได้ทั้งสองทาง นายประยุทธ์ต้องเสียภาษีตามวิธีคิดแบบเงินได้สุทธิ รวมทั้งสิ้น 10,800 บาท


 

2. คำนวณภาษีด้วยวิธีเงินได้พึงประเมิน

ในกรณีนี้ภาษีเงินได้ที่ประยุทธ์ต้องจ่ายจริง ก็จะเท่ากับภาษีที่คิดด้วยวิธีเงินได้สุทธิ เท่ากับ 10,800 บาท (เพราะมากกว่าวิธีเงินได้พึงประเมิน)

การวางแผนเพื่อประหยัดภาษี

โดยส่วนตัวผมเองไม่มีเทคนิคหรือวิธีทำให้เสียภาษีน้อยๆ แต่ผมเชื่อในเรื่องการศึกษาฎเกณฑ์ให้เข้าใจ และใช้สิทธิประโยชน์ให้ “ถูกต้อง” และ “เหมาะสม” มากกว่า ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีวิธีลัดหรือเทคนิคจะแนะนำ เพราะถ้าเราศึกษาโครงสร้างการคิดภาษีจนเข้าใจ เราก็จะพอมองออกด้วยตัวเองว่า จะสามารถวางแผนภาษีได้อย่างไร ซึ่งแนวทางที่พอเป็นไปได้มีอยู่ไม่กี่ช่องทาง

ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง การลดรายได้ของตัวเองจริงๆ แต่เป็นการบริหารฐานภาษีให้เหมาะสม โดยการแยกรายรับแต่ละกิจการให้ชัดเจน หรือขยับเลื่อนการรับรู้รายได้ในบางปีออกไป เช่น ตัวผมเองเคยเป็นที่ปรึกษาโรงงาน รับงานในชื่อตัวเองทั้งหมด แถมยังมีรายได้จากงานอื่นๆ ด้วย พอรับงานมากเข้า มีรายการจ่ายที่ต้องจ่ายให้ทีมงาน อยากนำค่าใช้จ่ายเหล่านั้นมาบริหารให้เกิดประโยชน์ ประกอบกับองค์กรใหญ่ๆ ที่ไปทำงานด้วย ก็อยากให้เรารับงานในรูปบริษัทจำกัดมากกว่า เลยเปิดบริษัทขึ้นมา แยกรายได้จากงานที่ปรึกษา ออกจากรายได้อื่นๆ ให้ชัดเจน

แนวทางนี้ก็ไม่ใช่การสร้างต้นทุนให้เพิ่มสูงขึ้น แต่เป็นการเพิ่มรายจ่ายโดยการเลือกประเภทเงินได้ให้ตรงกับลักษณะงาน เช่น หากงานของเราเป็นงานรับจ้าง แต่เป็นงานรับจ้างที่ใช้ความรู้ทางวิศวกรรม ไม่ใช่งานรับจ้างทั่วไป การลงรายได้งานของเราเป็นเงินได้ประเภทที่ 6 ก็จะให้สิทธิประโยชน์ในเรื่องการหักค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าการเลือกเป็นเงินได้ประเภทที่ 2

Tip : ทบทวนประเภทเงินได้ และ การหักค่าใช้จ่ายของเงินได้ประเภทต่างๆ

ช่องทางนี้แล้วแต่บุคคลเลยครับ เลือกใช้ให้พอเหมาะพอดี เพราะในอีกมุมหนึ่งก็ใช่ว่าลดหย่อนเยอะแล้วจะดี (ต้นทุนทั้งนั้นเลย) ที่ถูกต้องเราควรมองสิทธิลดหย่อนเป็นประโยชน์เสริมมากกว่า เช่น ถ้าพิจารณาแล้วว่าเรามีความจำเป็นต้องทำประกันชีวิต (ลองทบทวน “พร้อมชนความเสี่ยง” อีกครั้ง) ก็ควรซื้อประกันชีวิตที่ให้วงเงินคุ้มครองตามความจำเป็นก่อน ไม่ใช่ทุ่มซื้อให้ใช้สิทธิได้ครบ 100,000 บาท แต่หากหลังจากคุ้มครองตามความจำเป็นแล้วยังมีเงินเหลือ ก็ค่อยมาพิจารณาว่า จะใช้สิทธิลดหย่อนเพิ่มเติมหรือไม่ เป็นต้น

ทบทวนภาพรวม “ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา”

“รู้แล้วไม่ทำ เท่ากับ ไม่รู้”

WORKSHOP

ปลดกังวลเรื่องภาษี

  • รวบรวมเอกสารสำหรับยื่นภาษีไว้ในที่เดียวกัน
  • ประเมิน “ภาษี” ที่ต้องจ่ายของปีนี้ (นับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – ปัจจุบัน)
  • วางแผนใช้สิทธิลดหย่อนที่เหมาะสมกับคุณ

ขอให้ได้ผลลัพธ์ทางการเงินที่ดีครับ 🙂