มีเสบียงสำรอง

แนวทางที่ผมใช้และแนะนำให้ลูกศิษย์ใช้จนมีอิสรภาพทางการเงินมาแล้วมากมาย คือวิธีแบ่งเงินออมตัวเองออกเป็น 3 ตะกร้า ดังนี้

1. ตะกร้าเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน (Emergency Basket)

ตะกร้านี้เป็นแหล่งเก็บเงินสำรองเผื่อไว้สำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ที่อาจส่งผลกระทบกับการเงินของเรา อาทิ ตกลง ได้รับค่าจ้างช้า เจ็บป่วย หรือ มีความจำเป็นต้องใช้เงินกะทันหัน ฯลฯ

2. ตะกร้าเงินเกษียณรวย (Retirement Basket)

ตะกร้านี้เป็นแหล่งสะสมเงินสำหรับไว้ใช้ยามเกษียณจากการทำงาน เน้นทยอยสะสมและลงทุนในเครื่องมือกลุ่มตราสารการเงิน ใช้วิธีการลงทุนเรียบง่ายและไม่ซับซ้อน

3. ตะกร้าเงินเกษียณเร็ว (Money Freedom Basket)

ตะกร้านี้เป็นแหล่งเงินที่จะนำไปลงทุนในทรัพย์สินที่สร้างกระแสเงินสด เพื่อสร้างความมั่งคั่งอย่างรวดเร็ว ทำให้หมดกังวลเรื่องการเงินได้ก่อนเกษียณอายุจากการทำงาน

ในส่วนนี้ เราจะมาลงรายละเอียดกันที่ ตะกร้าเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน หรือ Emergency Basket กันก่อน

“เงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน” สำคัญยังไง?

คำตอบคือ “สำคัญมาก” และสำคัญถึงระดับที่เป็น “เป้าหมายแรกของการออม” สำหรับคนทุกคนเลยทีเดียว

เรื่องการออมหลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องง่ายๆ แค่เหลือใช้แล้วกองรวมกันไว้ ก็เรียกว่าเป็น “เงินออม” ได้ แต่ที่ถูกต้องคนเราควรจัดแบ่งเงินออมแยกไว้ในแต่ละวัตถุระสงค์ เพื่อสะดวกต่อการบริหารจัดการ

เหตุผลที่คนเราควรให้ความสำคัญกับตะกร้าเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินเป็นเป้าหมายแรกของการออม เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของการปกป้องสภาพคล่อง เผื่ออนาคตอันไม่แน่นอนในระยะสั้นให้เราสามารถพร้อมรับมือได้ ก่อนที่จะก้าวไปสู่ขั้นตอนของการสร้างความมั่งคั่ง

“มีเงินอยู่หนึ่งก้อน…ลงทุนอะไรดี”

นี่คือหนึ่งในคำถามยอดฮิตที่ผมถูกถามทุกวัน (ทุกวันจริงๆ นะ) เพราะแค่ฟังคำถาม ก็รู้แล้วว่าเจ้าของคำถามน่าจะยังไม่ได้ศึกษาเครื่องมือลงทุนชนิดใดจริงจังเลยสักอย่าง

นอกจากจะไม่ให้คำตอบแล้ว แทบทุกครั้งผมจะย้อนถามกลับไปเสมอว่า

“ก่อนจะลงทุน มีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินแล้วหรือยัง”

ลองคิดดูว่า ถ้าเรานำเงินที่เก็บออมได้ไปลงทุนทั้งหมด เกิดมีเหตุจำเป็นต้องใช้เงินขึ้นมา เราจะทำอย่างไร ถ้าซื้อหุ้นแล้วราคาหุ้นกำลังสูงขึ้น เราก็คงไม่อยากขายออกมา ในทางตรงกันข้าม หากราคาหุ้นกำลังตก เราก็ไม่สบายใจที่จะขายมันออกมาเช่นกัน ดังนั้น เราจึงควรสร้างเกราะเล็กๆ เอาไว้ป้องกันการลงทุนของเราไม่ให้ได้รับผลกระทบ และในขณะเดียวกัน ก็มีพอไว้สำหรับใช้จ่ายเมื่อมีภัยการเงินเข้ามาเยือนด้วย

ทีมฟุตบอลที่มุ่งเน้นแต่เกมรุก แต่ไม่สร้างและพัฒนากองหลังและเกมรับให้แข็งแกร่ง มักจะไปไม่ถึงดวงดาว เรื่องการเงินส่วนบุคคลก็เช่นกัน คนที่มุ่งแต่ละหาช่องทางลงทุน โดยไม่มองเรื่องของการปกป้องความเสี่ยง ก็มักจะเจอบททดสอบชนิดไม่คาดฝันอยู่เสมอ

ทั้งนี้โดยหลักแล้ว ขนาดของตะกร้าเงินสำรองที่เหมาะสมสำหรับคนเราคือ 6-12 เท่าของรายจ่ายรวมต่อเดือน ขึ้นอยู่กับการพิจารณาความเสี่ยงทางการเงินของแต่ละบุคคล

วิธีคำนวณเป้าหมายเงินสำรองฉุกเฉิน

ไม่ยากเลยครับ แค่หยิบตัวเลขรายจ่ายรวมต่อเดือน (ทั้งรายจ่ายคงที่และรายจ่ายผันแปร) จากงบรายรับรายจ่าย
มาคูณด้วย 6* ก็จะได้เป้าหมายของการเก็บเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน**

ลงมือสร้างตะกร้าเงิน สำรองฉุกเฉิน

แต่ไม่เคยแบ่งหรือกันเอาไว้สำหรับสำรองเผื่อฉุกเฉินเลย อันนี้ง่ายครับ แค่เจียดหรือกันเงินออกมาตามตัวเลขที่คำนวณได้ก็เป็นอันเรียบร้อย เช่น ถ้ามีเงินเก็บอยู่ 300,000 บาท และคำนวณแล้วว่าต้องมีเงินสำรอง 120,000 บาท (กรณีรายจ่ายรวมต่อเดือน 20,000 บาท) ก็ให้แยกเงิน 120,000 บาท ไว้เป็นเงินสำรอง ส่วนอีก 180,000 บาท ก็ค่อยมองหาการลงทุนเพื่อต่อยอดให้งอกเงยต่อไป

หรือยังมีเงินสำรองไม่ถึง 6 เท่าของรายจ่ายต่อเดือน อาจเริ่มเก็บโดยหัก 10% ที่เราสะสมก่อนใช้จ่ายในแต่ละเดือน มาสะสมในตะกร้าเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน ในกรณีที่มีค่าใช้จ่ายเยอะ เก็บ 10% ไม่ไหว ก็ให้เริ่มเท่าที่ไหว ออมตามกำลังไปก่อนได้

ในระหว่างเดือนหรือระหว่างปี หากมีเงินก้อนใหญ่เข้ากระเป๋า เช่น คอมมิชชั่น โบนัส เงินปันผล หรือรายได้อื่นๆ ก็สามารถแบ่งมาเติมลงในตะกร้านี้ เพื่อช่วยให้บรรลุเป้าหมายได้เร็วยิ่งขึ้น

หลายคนฟังตรงนี้แล้วอาจจะรู้สึกท้อ เพราะจะว่าไปการเก็บเงินสำรองให้ได้เพียงพอค่าใช้จ่าย 6 เดือนนั้น ถ้าไม่มีวินัยมากพอ ต้องยอมรับว่าไม่ง่ายเลย คิดง่ายๆ ว่าหักออมเดือนละ 10% เพื่อเป้าหมาย 6 เดือน หรือ 600% ก็ต้องใช้เวลาเก็บกันอย่างน้อย 60 เดือน หรือ 5 ปี

แต่อย่างที่บอกครับว่า “ถ้ามีวินัยมากพอ” และ มีรายได้ทางอื่น แล้วรู้จักจัดสรรและบริหาร เช่น ทุกครั้งที่ได้คอมมิชชั่น โบนัส หรือเงินปันผล เราอาจตั้งเป็นกติกากับตัวเองเลยว่าจะออมครึ่งหนึ่ง และกินใช้จ่ายเติมเต็มความสุขอีกครึ่งหนึ่ง เพียงเท่านี้ทุกอย่างก็ง่ายและเร็วขึ้นได้แล้ว

ตัวอย่างเช่น

ถ้าเราได้โบนัส 2 เดือน แล้วแบ่งออมในตะกร้าเผื่อฉุกเฉินสัก 1 เดือน แค่นี้ก็ได้เงินออมเพิ่มอีก 1 ใน 6 ของเป้าหมายแล้ว ระยะเวลาเก็บที่เคยนาน 5 ปี ก็จะเหลือแค่ 3 ปี

แหล่งเก็บเงิน...เสบียงสำรอง

หลักคิดสำคัญในการบริหารเงินสำรองก็คือ ต้องพร้อมสำหรับเหตุฉุกเฉินที่จะผ่านเข้ามาในชีวิต เนื่องจากเราไม่รู้ว่าเหตุไม่คาดฝันที่จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ดังนั้น เงินก้อนนี้ต้องเก็บไว้ในที่ที่มีสภาพคล่องสูง และมูลค่าไม่ผันผวน ไม่เพิ่มหรือลดลงตามภาวะตลาด

ด้วยเหตุนี้ ทองคำ หุ้น และอนุพันธ์ต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่ควรลืมไปได้เลย เพราะมีความผันผวนของราคาในระดับที่สูง (คือมีความเสี่ยงสูง) ในขณะเดียวกัน ประกันหรืออสังหาริมทรัพย์ก็ไม่เหมาะเช่นกัน เพราะมีสภาพคล่องต่ำ แปลงกลับเป็นเงินสดได้ยาก

เงินฝาก

  • จะออมทรัพย์หรือประจำก็ได้ รวมถึงเงินฝากสหกรณ์ออมทรัพย์ เพราะถอนได้ตลอดเวลา เงินต้นไม่หดหาย (เต็มที่ก็โดนเงินเฟ้อกัดกินนิดหน่อย)
ถอนง่าย

กองทุนรวมตลาดเงิน หรือ กองทุนตราสารหนี้

  • ความเสี่ยงจากมูลค่าเงินลดลงก็ต่ำมาก ถือว่าเป็นอีกช่องทางที่น่าสนใจ
กำลังมา

สลากออมสิน และ สลากออมทรัพย์

  • อีกช่องทางหนึี่งที่พอใช้ได้เหมือนกัน เหมาะสำหรับคนที่อยากเก็บเงินแล้วก็ลุ้นโชคไปด้วย ก็คือ สลากออมสิน และสลากออมทรัพย์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์
ได้ลุ้น

ถึงตรงนี้ใครหลายคนที่ห่วงเรื่องการลงทุนอาจแย้งว่ารอจนเก็บเงินสำรองได้ครบ กว่าจะได้เริ่มลงทุน เสียโอกาสกันพอดี เรื่องนี้ต้องบอกเลยครับว่า โอกาสในการลงทุนนั้นมีอยู่เสมอ และถ้าหากอยากลงทุนจริงๆ ระหว่างเก็บเงินเผื่อสำรองฉุกเฉิน ก็ให้แบ่งเวลาไปศึกษาหาความรู้เรื่องเครื่องมือลงทุน (จะได้ไม่ต้องคอยถามคนอื่นว่าลงทุนอะไรดี) จากนั้นอาจแบ่งเงินเก็บอีกก้อนไปลงทุนควบคู่กันไปก็ได้ (การลงทุนบางอย่างไม่ต้องใช้เงินตัวเองทั้งหมดก็มีนะ เอาไว้คุยกันใน “เรียนรู้การใช้พลังทวี”)

“รู้แล้วไม่ทำ เท่ากับ ไม่รู้”

WORKSHOP

พิชิตเป้าหมายแรกของการออม…สร้างเสบียงสำรองฉุกเฉิน

  • คำนวณขนาดของตะกร้าเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินของตัวเอง
  • แล้ววางแผนจัดสรรเงินออมมาลงในตะกร้านี้
  • ใครที่ยังเก็บเงินได้ไม่ครบหรือยังไม่ได้เริ่มเก็บเลย ผมแนะนำให้วางแผนหักเงินออมแบบอัตโนมัติลงในเครื่องมือการเงินที่ได้แนะนำไปแล้วทันที

เริ่มเลยนะครับ! เพราะถ้าเป้าหมายแรกของการออมยังทำกันไม่ได้ เรื่องคิดจะมั่งคั่ง
 ก็ยังอีกไกลเลยครับ