ปลอดหนี้จน (ภาค 1)

การไม่มีหนี้ คือ ลาภอันประเสริฐ

แต่ไม่ใช่ “หนี้” ทุกแบบที่นำความจนและความทุกข์มาให้โลกนี้ยังมีหนี้บางประเภทที่มีแล้วทำให้รวยขึ้นและมีความสุขมากขึ้นได้อีกด้วยในทางการเงิน แยกภาระหนี้ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ “หนี้จน” และ “หนี้รวย”

1. หนี้จน (Bad Debt)

หมายถึง หนี้ที่ก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่ม ยิ่งมีมากยิ่งจน แบ่งย่อยได้อีก 2 กลุ่ม คือ

– หนี้บริโภค

หมายถึง หนี้ที่เกิดจากการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ใช้จ่ายแล้วหมดไป ไม่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม มักเป็นหนี้ประเภทที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เช่น หนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด สินเชื่อส่วนบุคคล หนี้ผ่อนสินค้า และหนี้นอกระบบ ฯลฯ จัดเป็นหนี้ที่สร้างภาระทางการเงินอย่างมาก เพราะคิดดอกเบี้ยคงค้างให้อัตราที่สูง ซึ่งปัจจุบันหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล คิดอัตราดอกเบี้ย 18-28% ขณะที่หนี้นอกระบบ คิดดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ 2-10% ต่อเดือน

– หนี้เพื่อการประกอบอาชีพและปัจจัยพื้นฐาน

หมายถึง หนี้ที่ก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ในการประกอบอาชีพ และเป็นปัจจัยพื้นฐานตามความจำเป็นของแต่ละบุคคล เช่น หนี้กู้ซื้อบ้าน หนี้กู้ซื้อรถยนต์ หนี้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ฯลฯ จัดอยู่ในกลุ่มของหนี้จนที่ยอมรับได้ เพราะแม้จะทำให้มีค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังถือเป็นหนี้ที่ีมีความจำเป็น โดยเกณฑ์ในการก่อหนี้กลุ่มนี้ก็คือ ต้องระวังอย่าให้กระทบกับสภาพคล่อง คือพิจารณาแล้วมีความจำเป็นจริงๆ และเรามีความสามารถในการชำระคืน

การซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยถือเป็นความจำเป็นที่ยอมรับได้ แต่ถ้าหากการซื้อบ้านสร้างภาระผ่อนต่อเดือนสูง เรายังไม่พร้อม หากกู้ซื้อไปจะกระทบต่อสภาพคล่อง แบบนี้ก็อาจเลือกเช่าอาศัยอยู่ในระดับที่จ่ายไหวไปก่อน แต่ถ้าหากพร้อม สามารถผ่อนชำระต่อเดือนได้โดยไม่กระทบสภาพคล่อง ก็ถือว่าสามารถกู้ซื้อบ้านในขนาดราคาที่เหมาะสมได้

2. หนี้รวย (Good Debt)

หมายถึง หนี้ที่สร้างรายได้เพิ่ม เป็นลักษณะของการกู้ยืมเงินเพื่อนำไปลงทุนใน ทรัพย์สินที่สร้างกระแสเงินสด (Cash Generating Assets)  โดยมีกระแสเงินสดสุทธิ (กระแสเงินสดรับจากการลงทุน – กระแสเงินสดจ่ายจากหนี้) เป็นบวก

กรณีบ้านเช่าหลังแรกของผม เป็นทาวน์เฮาส์ 3 ชั้น พื้นที่ 37 ตารางวา ข้างในแบ่งเป็นห้องเช่าเล็กๆ 15 ห้อง ซื้อจากเพื่อนบ้านในราคา 1,350,000 บาท ทาวน์เฮาส์หลังนี้เก็บค่าเช่าได้ 100% (ไม่ต้องดาวน์) ทำให้มีภาระผ่อนต่อเดือนในตอนนั้น 12,500 บาท เมื่อหักค่าเช่าที่เก็บได้ด้วยเงินผ่อนต่อเดือน (22,000-12,500) ก็จะได้กระแสเงินสด 9,500 บาท เมื่อกระแสเงินสดเป็นบวก การกู้ยืมเงินซื้อทาวน์เฮาส์เพื่อปล่อยเช่าในครั้งนี้จึงเป็นการสร้าง หนี้รวย

เรื่องต้องระวังก่อนสร้าง “หนี้รวย”

อย่างไรก็ดี การสร้างทรัพย์สินที่ให้กระแสเงินสดโดยใช้หนี้รวยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

เพราะในกรณีเดียวกันนี้ หากผู้เช่าไม่เต็ม หรือเก็บค่าเช่าได้ไม่เกินเงินผ่อน ทาวน์เฮาส์หลังเดียวกันจากทรัพย์สินก็จะกลายเป็นหนี้สิน และจากที่คิดว่ากำลังสร้างหนี้รวยก็จะกลายเป็นสร้างหนี้จนไปในทันที

การลงทุนไม่ใช่ของง่าย ชนิดที่ว่าไม่มีความรู้ก็สามารถทำกำไรได้ ตัวอย่างข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างที่ผมยกขึ้นมาเพื่ออธิบายความแตกต่างของหนี้รวยและหนี้จนเท่านัั้น ไม่ได้มีวัตถุประสงค์แนะนำให้คุณกู้เงินเพื่อมาลงทุนโดยปราศจากความรู้แต่อย่างใด

ถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านก็น่าจะสรุปได้ว่า การมีหนี้รวย (หรือหนี้ที่ทำให้มีรายได้เพิ่ม) นั้น ย่อมดีกว่าการมีหนี้จน (หรือหนี้ที่ก่อให้เกิดรายจ่ายเพิ่ม)

ทำไมคนส่วนใหญ่เลือกก่อ “หนี้จน” ?

คำตอบจากการทำงานให้คำปรึกษาคนจำนวนมากเกี่ยวกับเรื่องหนี้สิน พบว่าสาเหตุของการก่อหนี้ของคนส่วนใหญ่มีอยู่ด้วยกัน 3 สาเหตุ ดังนี้

1. ใช้จ่ายเกินตัว

สังเกตว่าผมใช้คำว่า “เกินตัว” ไม่ใช้คำว่า “ฟุ่มเฟือย” เพราะเอาเข้าจริง การดำรงชีวิตของคนเราก็มีการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยกันได้บ้างตามสมควร เช่น บางมื้อเราก็อยากกินบุฟเฟต์อร่อยๆ บางวันอยากดูหนังฟังเพลง หรือบางครั้งก็อยากใช้สินค้าและบริการดีๆ ฯลฯ

ในอีกมุมหนึ่งความฟุ่มเฟือยในครั้งก็เป็นการเติมเต็มความสุขให้ชีวิตเราได้เหมือนกัน

แต่การใช้จ่ายเกินตัวนั้น หมายถึง การใช้จ่ายในสภาวะที่ตัวเองไม่พร้อม ฟุ่มเฟือยในสิ่งที่ตัวเองไม่สามารถจ่ายได้ และนำมาซึ่งวิถีการดำรงชีวิตแบบ “จ่ายทีหลัง” ผ่อนทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่อนได้ สร้างรายจ่ายคงตัวจนรายรับเอาไม่อยู่ และจ่ายไม่ไหวในที่สุด

ผมเคยถูกนิตยสารฉบับหนึ่งสัมภาษณ์ว่า “ซื้อโทรศัพท์มือถือในราคา 30,000 บาท ถือว่าฟุ่มเฟือยมั้ย และถือว่าใช้จ่ายพอเพียงหรือเปล่า” จำได้ว่าวันนั้นผมเสียมารยาทหัวเราะออกไปเมื่อได้ยินคำถาม

ฟุ่มเฟือยหรือเปล่า…คงต้องดูว่าเขาใช้งานอย่างไร

พอเพียงหรือเปล่า…คงต้องดูว่าเขาจ่ายไหนหรือไม่ ผมตอบกลับไปอย่างนั้น แต่ดูเหมือนคนสัมภาษณ์จะไม่พอใจที่ผมตอบไม่ตรงคำถาม และเขาไม่ได้คำตอบกลับไป

ถ้าใช้งานแค่โทร. เข้าออก ส่งข้อความ โทรศัพท์มือถือเครื่องละ 30,000 บาท อาจดูฟุ่มเฟือยไปสักนิด แต่ถ้าเขาจำเป็นต้องมีโทรศัพท์ฟังก์ชันดีๆ ไว้ใช้งาน และมีความสามารถจ่ายได้ ไม่เกินตัวเกินกำลัง ก็ถือว่าพอเพียงได้เหมือนกันนะ

“…มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่า พอประมาณ ไม่สุดโต่ง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข พอเพียงนี้อาจจะมีมาก อาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียคนอื่น ต้องให้พอประมาณตามอัตภาพ พูดจาก็พอเพียง ทำอะไรก็พอเพียง ปฏิบัติตนก็พอเพียง…”

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 4 ธันวาคม 2540

2. การอุปถัมป์เกินกำลัง

ถ้าผมไม่ได้ทำงานด้านการเงินส่วนบุคคล ไม่ได้เดินสายให้คำแนะนำเรื่องการแก้ปัญหาหนี้ ผมคงไม่เห็นและไม่รู้กว่าคนกลุ่มที่เป็นหนี้จากการอุปถัมภ์คนในครอบครัวเกินกำลังนั้น มีจำนวนมากแค่ไหน

สังคมไทยเราเป็นอย่างนี้จริงๆ ครับ คนเดียวดูแลทั้งครอบครัว ส่งพ่อแม่ ส่งน้องเรียน บ้างหนักไปถึงส่งหลานๆ ทั้งกินอยู่ใช้ข่าย แล้วก็ค่าเล่าเรียนด้วย เพราะน้องหรือพี่เอาลูกไปทิ้งไว้กับพ่อแม่ หรืออย่างบางเรื่องที่ข้ามกฎการเงินส่วนบุคคลไป เช่น พี่กู้ซื้อรถให้น้อง น้องขอสินเชื่อเพื่อเอาเงินก้อนให้พี่ไปใช้หนี้เดิมที่มีอยู่ ฯลฯ

ไม่ปฏิเสธว่าการอุปถัมภ์หรือช่วยเหลือคนในครอบครัวนั้นเป็นสิ่งที่ดีและพึงกระทำ แต่ถ้าหากทำแล้วเกินกำลังตัวเองไป เช่น ต้องไปหยิบยืมหรือกู้เขามา แบบนี้สุดท้ายแล้วมักเกิดปัญหาทุกข์หนักจากหนี้ด้วยกันทั้งสิ้น และอีกประเด็นหนึ่งที่แย่ก็คือ คนในครอบครัวที่ไม่หยิบจับทำอะไร ก็จะเสพติดภาวะพึ่งพิง เพราะถ้ามีปัญหาเขาก็จะไม่พยายามทำอะไร นิ่งดูดาย รอให้คนในครอบครัวมาช่วย ด้วยรู้ว่าจะมีบางคนทนดูไม่ได้และยื่นมือเข้ามาแก้ปัญหาให้ในที่สุด

ในอีกมุมหนึ่งความฟุ่มเฟือยในครั้งก็เป็นการเติมเต็มความสุขให้ชีวิตเราได้เหมือนกัน

แต่การใช้จ่ายเกินตัวนั้น หมายถึง การใช้จ่ายในสภาวะที่ตัวเองไม่พร้อม ฟุ่มเฟือยในสิ่งที่ตัวเองไม่สามารถจ่ายได้ และนำมาซึ่งวิถีการดำรงชีวิตแบบ “จ่ายทีหลัง” ผ่อนทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่อนได้ สร้างรายจ่ายคงตัวจนรายรับเอาไม่อยู่ และจ่ายไม่ไหวในที่สุด

3. การลงทุนที่ผิดพลาด

ในช่วงหลังพบว่ามีหนี้ประเภทนี้มากขึ้น สืบเนื่องมาจากอัตราผลตอบแทนต่ำ บวกกับกระแสการสร้างความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ถูกกระพือจนครึกโครมเกินจริง จึงเป็นที่มาของความพยายามหาช่องทางสร้างรายได้เพิ่มหรือทำเงินให้งอกเงย

แต่ด้วยความรู้ความสามารถทางการเงินและการลงทุนที่ยังไม่มากพอ ทำให้หลายคนติดกับดัก ทั้งจากการลงทุนที่ผิดพลาดเอง ไปจนถึงถูกหลอกลวงจากมิจฉาชีพ จนทำให้ชีวิตการเงินต้องจมอยู่กับหนี้ที่หาทางออกไม่ได้

ครั้งหนึ่งเคยมีคนส่งข้อความมาเล่าเรื่องหนี้ที่เกิดจากการลงทุน ผู้เสียหายรายนี้เป็นคนรายได้ค่อนข้างดี ถูกชักชวนไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า ภายใต้คำชวนเชื่อว่า “คอนโดลงทุนศูนย์บาท” ซึ่งหมายถึงการลงทุนซื้อคอนโดมิเนียมโดยไม่ต้องใช้เงินตัวเองเลย แถมยังล่อลวงว่าเป็นการซื้อทรัพย์สินที่รับประกันผู้เช่า กระแสเงินสดบวกทุกเดือน (หลอกว่าเป็นหนี้รวย)

ผู้เสียหายกู้เงินซื้อคอนโดไป 4 ห้อง ราคาห้องละ 3 ล้านบาท ผ่อนธนาคารตกเดือนละ 20,000 บาทต่อห้อง ได้เงินสดส่วนเกิน (กู้เกินราคา) มา 1 ล้านบาท

แต่กลับหาผู้เช่าไม่ได้ ที่เคยรับปากรับประกันไว้ก็หายหัวกันหมด เงินสด 1  ล้านที่โอนเข้าบัญชีก็ต้องหมดไปกับการจ่ายคืนค่างวดรายเดือน เดือนละ 80,000 บาท (4 ห้อง) โดยเก็บค่าเช่าจริงๆ ได้แค่ 30,000-40,000 บาท กระแสเงินสดสุทธิจากการลงทุนติดลบรวมกันกว่า 40,000 บาท ต้องเอาเงินเดือนมาช่วยจ่ายทุกเดือน

สุดท้ายการลงทุนคอนโดทั้ง 4 ห้อง กลายเป็น หนี้สิน ไม่ใช่ทรัพย์สิน การสร้างหนี้ครั้งนี้เป็นการสร้าง หนี้จน ไม่ใช่หนี้รวย เพราะกระแสเงินสดสุทธิติดลบ และที่แย่ที่สุดคือพอผู้เสียหายคิดจะขายทิ้งเพื่อปลดภาระหนี้ ถึงได้รู้ความจริงว่าคอนโดแต่ละห้องมีราคาขายในตลาดจริงๆ ไม่ถึง 2  ล้านบาท นั่นหมายถึง ถ้าตัดสินใจขายทิ้งและมีผู้ซื้อ ก็ต้องหาเงินมาคืนส่วนต่างหนี้ที่กู้ยืมมาจากธนาคารอีกห้องละ 1 ล้าน นั่นจึงทำให้ทุกอย่างติดล็อค ขายก็ไม่ได้ ถือไว้ก็ขาดทุนทุกเดือน

โดยสรุป สิ่งที่ผมอยากจะเล่าให้ฟังในบทนี้ก็คือ ทัศนคติเกี่ยวกับหนี้

อยากให้มองว่าสินเชื่อหรือหนี้ เป็นแค่เครื่องมือทางการเงินรูปแบบหนึี่งเท่านั้น อยู่ที่ว่าเราจะใช้มันกับชีวิตของเราอย่างไร

ใช้บริโภคสนองความต้องการประเดี๋ยวประด๋าวก็เป็นหนี้จนที่จะสร้างภาระให้กับชีวิต แต่ถ้ามีความรู้เรื่องการเงินการลงทุน และใช้สินเชื่อให้เป็นประโยชน์และตอบโจทย์การลงทุนของเราได้ ก็จะกลายเป็นหนี้รวย ที่ช่วยทำให้เรามั่งคั่งและมีความสุขทางการเงินมากขึ้นได้

“รู้แล้วไม่ทำ เท่ากับ ไม่รู้”

WORKSHOP

คุณกำลังสะสม“หนี้จน” หรือ “หนี้รวย”?

  • สำรวจงบแสดงสถานะการเงินของคุณเอง แล้วลองแยกแยะรายการว่าคุณกำลังสะสมหนี้หนี้ประเภทไหนอยู่?

กรณียังไม่ได้ทำงบการเงินของตัวเอง

ดาวน์โหลดแบบฟอร์มที่นี่ >> (Link to form)


 

Tip : หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมเรื่องการปิดหนี้จน โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิต

คลิกที่นี่ >> (Link to clip/article)

ขอให้ได้ผลลัพธ์ทางการเงินที่ดีครับ 🙂

ปลอดหนี้จน (ภาค 2)

ถ้ายังจำกันได้ ในบทของสภาพคล่อง ผมพูดถึงเป้าหมายการเงินขั้นพื้นฐาน ที่เริ่มจากการตอบโจทย์ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน (ยึดหลักความจำเป็น) ถัดมาก็เป็นเรื่องของการเติมเต็มชีวิตตามความฝัน (ขยับไปสู่ความต้องการ) อาทิ การซื้อบ้าน การซื้อรถยนต์ การจัดงานแต่งงาน เรียนต่อ ท่องเที่ยว ต่างประเทศ ฯลฯ

ความฝันหรือความต้องการเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่ต้องวางแผนให้ดีก่อนจ่าย โดยเฉพาะเรื่องของความพร้อมที่ต้องพิจารณากันให้ดี เพราะถ้าขืนใช้หลักคิด “จ่ายทีหลัง” หรือกู้ซื้อมาก่อน แล้วค่อยมาผ่อนกันทีหลังในทุกๆ สิ่งที่เราต้องการ รับประกันเลยว่าเหนื่อยกันยาวๆ แน่นอน!

เรื่องต้องพิจารณาก่อนสร้าง “หนี้ระยะยาว”

เรียกว่าป็นภาระกันยาวๆ ทั้งนั้นเลย (ในงบรายรับรายจ่าย ค่าผ่อนต่างๆ เหล่านี้จะอยู่ในช่วง “ค่าใช้จ่ายคงที่”)

ความฝันหรือความต้องการเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่ต้องวางแผนให้ดีก่อนจ่าย โดยเฉพาะเรื่องของความพร้อมที่ต้องพิจารณากันให้ดี เพราะถ้าขืนใช้หลักคิด “จ่ายทีหลัง” หรือกู้ซื้อมาก่อน แล้วค่อยมาผ่อนกันทีหลังในทุกๆ สิ่งที่เราต้องการ รับประกันเลยว่าเหนื่อยกันยาวๆ แน่นอน!

ยกตัวอย่างเรื่องการซื้อรถยนต์สักคัน ก็จะพบว่ามีเรื่องให้พิจารณากันทั้งก่อนซื้อและหลังซื้อ ก่อนซื้อก็ต้องดูเรื่องความจำเป็น หลังซื้อก็ต้องดูค่าใช้จ่ายในการใช้งาน ซึ่งพอสรุปเป็นประเด็นให้ขบคิดกันได้ ดังนี้

1. ความจำเป็นในการซื้อและความเหมาะสมในการใช้งาน

ลองตั้งคำถาม 2 คำถามนี้กับตัวเองนะครับ

คำถามนี้ถือเป็นคำถามสำคัญที่สุด เพราะการซื้อรถยนต์แต่ละครั้งใช้เงินจำนวนไม่น้อย (กระทบความมั่งคั่ง) แถมถ้าหากกู้ซื้อก็จะต้องมีภาระทางการเงินอีกอย่างน้อย 5-7 ปี (กระทบสภาพคล่อง) ด้วยเหตุนี้เรื่องของ “ความจำเป็น” จึงเป็นหัวข้อที่ต้องพิจารณาเป็นลำดับแรก 

ทั้งนี้เราไม่ควรซื้อรถเพราะโปรโมชั่น เช่น การลดราคา ของแถม หรือต้องเร่งซื้อเพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นอันขาด แต่ให้มองความจำเป็นของชีวิตเป็นที่ตั้ง ถ้าจะให้ดี ลองเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสีย หากเราจะเป็นเจ้าของรถสักคัน เปรียบเทียบกับอดทนรออีกสักหน่อยให้พร้อมแล้วค่อยซื้อ

ตรงนี้ก็เอาเหตุผลของการซื้อรถในคำถามแรกมาเปรียบเทียบกับสมรรถนะรถในท้องตลาดว่ารุ่นไหนตรงกับความจำเป็นในการใช้งานของเรา ทั้งนี้อาจจะใช้ความชอบส่วนตัวเข้ามาประกอบการพิจารณาได้ เมื่อรู้วัตถุประสงค์การใช้งานและรู้สเปกในใจแล้ว ที่เหลือก็เป็นเรื่องของเงินๆ ทองๆ แล้วครับ

2. สภาพคล่องหลังการซื้อ หรือเป็นเจ้าของ

เรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญด่านสุดท้ายที่ควรประเมินก่อนมีรถเป็นของตัวเอง เพราะแม้การมีรถยนต์จะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคุณ (ผ่านด่านข้อ 1) แต่หากซื้อรถมาแล้วทำให้สภาพคล่องหรือเงินคงเหลือใช้จ่ายในแต่ละเดือนไม่เพียงพอ หรือไม่มีเหลือเก็บออมเลย พูดให้ง่ายคือ “จำเป็น…แต่เรายังไม่พร้อม” แบบนี้คุณก็ควรจะเลื่อนระยะเวลาการซื้อรถออกไปก่อน

ลองพิจารณาค่าใช้จ่ายต่อไปนี้ แล้วดูสิว่าคุณพร้อมที่จะเป็นเจ้าของรถยนต์คันใหม่แล้วหรือยัง

กรณีที่คุณไม่ได้ซื้อรถยนต์ด้วยเงินสด เงินผ่อนชำระเงินกู้จะถือเป็นรายจ่ายประจำก้อนใหญ่ที่สุด ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องมากที่สุด และเป็นภาระต่อเนื่องยาวนาน 5-7 ปี ดังนั้น ก่อนจะซื้อรถ เราควรประเมินเบื้องต้นเสียก่อนว่า “เรามีความสามารถ (ปัญญา) ในการผ่อนชำระคืนเขาได้หรือปล่า”

ทั้งนี้เราไม่ควรซื้อรถเพราะโปรโมชั่น เช่น การลดราคา ของแถม หรือต้องเร่งซื้อเพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นอันขาด แต่ให้มองความจำเป็นของชีวิตเป็นที่ตั้ง ถ้าจะให้ดี ลองเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสีย หากเราจะเป็นเจ้าของรถสักคัน เปรียบเทียบกับอดทนรออีกสักหน่อยให้พร้อมแล้วค่อยซื้อ

เมื่อมีรถก็ต้องคิดเรื่องค่าเชื้อเพลิง โดยอาจคิดชดเชยกับค่าเดินทางในปัจจุบันที่จะหายไปเมื่อมีรถยนต์เข้ามาแทนที่ สำหรับรถที่ใช้น้ำมัน หากใช้งานทั่วไปเดือนหนึ่งค่าน้ำมันก็อาจจะตกราว 2,000-3,000 บาท นอกจากนี้ อย่าลืมเรื่องค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้รถในแต่ละวันด้วย อาทิ ค่าทางด่วน และค่าจอดรถ เป็นต้น

ค่าใช้จ่ายในการดูแลบำรุงรักษารถยนต์ (ตามระยะเวลา/ระยะทาง)

สำหรับรถใหม่ป้ายแดงก็อาจจะสบายใจได้หน่อยในช่วง 5 ปีแรก แต่ก็อาจต้องมีค่าใช้จ่ายในการตรวจสภาพและเปลี่ยนถ่ายอะไหล่ตามเวลาและระยะทางอยู่ดี ส่วนรถยนต์มือสองนี้ก็คงต้องลุ้นกันหน่อย เพราะหากได้เครื่องยนต์ไม่ดีมา หรือถูกย้อมแมวขาย ก็อาจต้องเหนื่อยกับค่าใช้จ่ายนี้อยู่เหมือนกัน

ค่าใช้จ่ายนี้มีทั้งภาคบังคับและภาคความสมัครใจ อย่างในกรณีของภาคบังคับ กฎหมายกำหนดให้รถยนต์ทุกชนิดต้องทำประกันภัยภาคบังคับ หรือ พ.ร.บ.บุคคลที่ 3 เพื่อคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถที่เป็นบุคคลอื่นๆ (ไม่ใช่เจ้าของรถ) หากบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น

ส่วนในกรณีของประกันภัยภาคสมัครใจ ถือเป็นการช่วยผ่อนหนักเป็นเบา หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขณะขับขี่รถยนต์ ซึ่งค่าเบี้ยประกันจะถูกหรือแพงนั้น ก็จะขึ้นอยู่กับประเภทของกรมธรรม์ ประเภทของรถยนต์ ประวัติการเกิดอุบัติเหตุ รวมถึงอายุรถยนต์ด้วย

ค่าใช้จ่ายในการดูแลบำรุงรักษารถยนต์ (ตามระยะเวลา/ระยะทาง)

สำหรับรถใหม่ป้ายแดงก็อาจจะสบายใจได้หน่อยในช่วง 5 ปีแรก แต่ก็อาจต้องมีค่าใช้จ่ายในการตรวจสภาพและเปลี่ยนถ่ายอะไหล่ตามเวลาและระยะทางอยู่ดี ส่วนรถยนต์มือสองนี้ก็คงต้องลุ้นกันหน่อย เพราะหากได้เครื่องยนต์ไม่ดีมา หรือถูกย้อมแมวขาย ก็อาจต้องเหนื่อยกับค่าใช้จ่ายนี้อยู่เหมือนกัน

ค่าใช้จ่ายอันนี้ก็ถือเป็นค่าใช้จ่ายภาคบังคับเหมือนกัน เพราะมันก็คือภาษีที่ต้องจ่ายเป็นประจำทุกปี เพื่อต่ออายุป้ายทะเบียนรถ โดยอัตราภาษีจะแตกต่างกันตามขนาดเครื่องยนต์และอายุของรถยนต์

3. การลงทุนที่ผิดพลาด

ในช่วงหลังพบว่ามีหนี้ประเภทนี้มากขึ้น สืบเนื่องมาจากอัตราผลตอบแทนต่ำ บวกกับกระแสการสร้างความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ถูกกระพือจนครึกโครมเกินจริง จึงเป็นที่มาของความพยายามหาช่องทางสร้างรายได้เพิ่มหรือทำเงินให้งอกเงย

แต่ด้วยความรู้ความสามารถทางการเงินและการลงทุนที่ยังไม่มากพอ ทำให้หลายคนติดกับดัก ทั้งจากการลงทุนที่ผิดพลาดเอง ไปจนถึงถูกหลอกลวงจากมิจฉาชีพ จนทำให้ชีวิตการเงินต้องจมอยู่กับหนี้ที่หาทางออกไม่ได้

ครั้งหนึ่งเคยมีคนส่งข้อความมาเล่าเรื่องหนี้ที่เกิดจากการลงทุน ผู้เสียหายรายนี้เป็นคนรายได้ค่อนข้างดี ถูกชักชวนไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า ภายใต้คำชวนเชื่อว่า “คอนโดลงทุนศูนย์บาท” ซึ่งหมายถึงการลงทุนซื้อคอนโดมิเนียมโดยไม่ต้องใช้เงินตัวเองเลย แถมยังล่อลวงว่าเป็นการซื้อทรัพย์สินที่รับประกันผู้เช่า กระแสเงินสดบวกทุกเดือน (หลอกว่าเป็นหนี้รวย)

ผู้เสียหายกู้เงินซื้อคอนโดไป 4 ห้อง ราคาห้องละ 3 ล้านบาท ผ่อนธนาคารตกเดือนละ 20,000 บาทต่อห้อง ได้เงินสดส่วนเกิน (กู้เกินราคา) มา 1 ล้านบาท

แต่กลับหาผู้เช่าไม่ได้ ที่เคยรับปากรับประกันไว้ก็หายหัวกันหมด เงินสด 1  ล้านที่โอนเข้าบัญชีก็ต้องหมดไปกับการจ่ายคืนค่างวดรายเดือน เดือนละ 80,000 บาท (4 ห้อง) โดยเก็บค่าเช่าจริงๆ ได้แค่ 30,000-40,000 บาท กระแสเงินสดสุทธิจากการลงทุนติดลบรวมกันกว่า 40,000 บาท ต้องเอาเงินเดือนมาช่วยจ่ายทุกเดือน

สุดท้ายการลงทุนคอนโดทั้ง 4 ห้อง กลายเป็น หนี้สิน ไม่ใช่ทรัพย์สิน การสร้างหนี้ครั้งนี้เป็นการสร้าง หนี้จน ไม่ใช่หนี้รวย เพราะกระแสเงินสดสุทธิติดลบ และที่แย่ที่สุดคือพอผู้เสียหายคิดจะขายทิ้งเพื่อปลดภาระหนี้ ถึงได้รู้ความจริงว่าคอนโดแต่ละห้องมีราคาขายในตลาดจริงๆ ไม่ถึง 2  ล้านบาท นั่นหมายถึง ถ้าตัดสินใจขายทิ้งและมีผู้ซื้อ ก็ต้องหาเงินมาคืนส่วนต่างหนี้ที่กู้ยืมมาจากธนาคารอีกห้องละ 1 ล้าน นั่นจึงทำให้ทุกอย่างติดล็อค ขายก็ไม่ได้ ถือไว้ก็ขาดทุนทุกเดือน

ทั้งหมดนี้คือรายจ่ายที่จะเกิดขึ้นหลังการซื้อและเป็นเจ้าของรถยนต์ ซึ่งเราต้องนำมาประเมินผลกระทบต่อสภาพคล่องของเราก่อนตัดสินใจซื้อ

ถ้าสภาพคล่องเป็นบวก = ไม่มีปัญหา

ถ้าสภาพคล่องเป็นลบ = มีทางเลือกอยู่ 3 ทาง

  1. ต้องพิจารณาวางเงินดาวน์เพิ่ม เพื่อลดภาระผ่อนรายเดือน
  2. ปรับลดเกรดและขนาดของรถที่อยากได้ลงไป
  3. เลื่อนการซื้อออกไปก่อน

ในกรณีของการซื้อบ้าน หรือการใช้จ่ายเงินก้อนใหญ่ในกรณีอื่นๆ ก็สามารถใช้หลักเดียวกันนี้ในการพิจารณาได้เช่นกัน คือดูที่ความจำเป็นและความเหมาะสมในการซื้อ บวกด้วยความพร้อมทางการเงิน ซึ่งพิจารณาได้จากสภาพคล่องหลังการซื้อ

“รู้แล้วไม่ทำ เท่ากับ ไม่รู้”

WORKSHOP

ประเมินความพร้อมก่อนสร้างหนี้ระยะยาว

  • หาข้อมูลค่าใช้จ่ายทั้งหมดเกี่ยวกับสิ่งที่คุณกำลังคิดว่า (อาจ) จะผ่อน
  • จัดทำงบรายรับรายจ่ายล่วงหน้าอย่างน้อย 6 เดือน โดยปรับเปลี่ยนค่าใช้จ่ายให้สอดคล้องกับหนี้ที่คุณวางแผนจะกู้
  • ดูบรรทัดสุดท้ายของงบฯ ว่าสภาพคล่องเป็น “บวก” หรือ “ลบ” แล้วพิจารณาว่าควรวางการเงินของตัวเองอย่างไร

 

Tip : หรืออาจเลือกใช้โปรแกรมคำนวณช่วยประเมินความสามารถในการผ่อนรถ และ บ้าน

คลิกที่นี่ >> (Link to financial calculator)

ขอให้ได้ผลลัพธ์ทางการเงินที่ดีครับ 🙂