The Money Coach

สภาพคล่องดี​

ถ้าจะบริหารเงินให้ประสบความสำเร็จ มีชีวิตการเงินที่เบาสบายไร้กังวล สองคำศัพท์สำคัญในโลกการเงินที่เราต้องให้รู้ คือคำว่า “สภาพคล่อง” และ “ความมั่งคั่ง”

1. สภาพคล่อง (Liquidity) คือ สภาวะชีวิตที่ “มีกิน มีใช้ มีเหลือเก็บ” ซึ่งถ้าจะให้ดี ต้องมีเหลือเก็บให้ได้อย่างน้อย 10% ของรายได้ทุกบาทที่เข้ากระเป๋าในแต่ละเดือน

2. ความมั่งคั่ง (Wealthy) คือ สภาพคล่องที่สะสม (สั่งสม) ในทรัพย์สินรูปแบบต่างๆ

ผมเจอหลายคนที่หาเงินเก่ง แต่เก็บเงินไม่ค่อยได้ บางคนมีหลายธุรกิจ หลายอาชีพ ทำเงินได้เยอะในทุกธุรกิจทุกอาชีพ แต่ก็นั่นแหละ หาได้มากแต่ไม่เหลือเก็บเลย แล้วก็คอยแต่สงสัยตัวเองว่า

คำตอบง่ายมาก เพราะบริหารไม่ได้เรื่อง เช่น ได้เงินเดือนมาก็ใช้หมด มีงานเสริมงานพิเศษก็ใช้จ่ายมั่ว ขายของได้ก็เอาไปกินใช้ ไม่จัดสรรให้ดี ข้ามกระเป๋ากันไปมา สุดท้ายเหนื่อยแทบตาย แต่ก็ไม่รวยสักที

ถังตักน้ำใหญ่แต่ไหน ถ้ามันรั่ว มันก็เก็บกักน้ำไว้ไม่ได้

การเงินของคนเราก็เป็นแบบเดียวกันล่ะครับ

ยุคนี้เงินรั่วง่าย เพราะสิ่งกระตุ้นเร้าเยอะ การถือเงินไว้ตลอด 30 วันแล้วบริหารให้เหลือ เป็นเรื่องยากกว่าการตัดเงินเก็บออมก่อน แล้วค่อยใช้ส่วนที่เหลือจากการออม

สมการการออมยุคปัจจุบันที่ได้ผลและมีประสิทธิภาพคือ “เหลือเก็บค่อยเอาไปใช้” แทนที่จะเป็น “เหลือจ่ายค่อยเอาไปเก็บ” เหมือนในอดีต

รายได้ – เงินออม = เงินสำหรับใช้จ่าย

เคล็ดลับออมเงิน สไตล์โค้ชหนุ่ม

เทคนิคที่ผมใช้แล้วได้ผลลัพธ์ที่ดี อยากแบ่งปันไว้ให้ลองนำไปปรับใช้กัน มีดังนี้ครับ

ผมเริ่มเก็บเงินด้วยวิธีนี้ หลังจากได้อัปเดตสมุดบัญชีเงินฝากที่ไม่ได้อัปเดตรายการอยู่หลายปี ตอนแรกนึกว่าจะมีรายการยาวเหยียด ปรากฏว่าธนาคารสรุปธุรกรรมการเงินที่ผ่านมาให้แค่ 2 บรรทัด

บรรทัดแรก แสดงยอดเงินเข้าบัญชีรวม 1,741,085.42 บาท

บรรทัดที่สอง แสดงยอดเงินรวมที่ถูกถอนออก 1,734,659.51 บาท

มีเงินเหลือติดบัญชีอยู่ 6,000 กว่าบาท

ผมมีเงินเข้าเป็นล้าน แต่ไม่มีเงินเก็บกับเขาเลย!

เงิน 6,000 กว่าก็แค่เงินเหลือสำหรับใช้กินในเดือนนั้น

ที่จริงก็รู้เรื่องการหักบัญชีอัตโนมัติมานานแล้ว แต่แอบกลัวว่าถ้าตัดไปก่อนแล้วจะไม่พอใช้ สุดท้ายก็เลยไม่ได้เริ่มทำสักที

เอาเข้าจริงวิธีการหักออมแบบอัตโนมัตินั้นไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลย ปัญหาอยู่ที่ความกังวลใจของเราเองต่างหาก

วันนั้นเลยคิดใหม่ทำใหม่ เดินเข้าไปเปิดบัญชีเงินฝากประจำ แล้วสั่งให้ตัดเงินจากบัญชีเงินเดือนทันทีในวันที่เงินเดือนออก หลักการสภาพคล่องที่ดีต้องออมอย่างน้อย 10% แต่ตอนนั้นผมมีหนี้ค่อนข้างเยอะ เลยเริ่มต้นที่ 5% ไปก่อน แม้จะดูน้อยไปสักนิด แต่พอได้เริ่ม ได้ออม ได้สะสมต่อเนื่อง ก็รู้สึกดีต่อใจ 🙂

พลังของการตัดออมต่อเนื่อง

สิ่งที่สังเกตเห็นจากตัวเองก็คือ พอเราเริ่มเก็บเงินได้ต่อเนื่อง ก็จะเริ่มรู้สึกว่ามันไม่ยาก เราทำมันได้ จากนั้นก็จะเริ่มอยากเก็บเงินให้ได้มากขึ้น เริ่มงกมากขึ้น ใช้จ่ายน้อยลง

และที่สำคัญที่สุดก็คือ เริ่มมีความหวังกับชีวิตมากขึ้น เพราะเมื่อเริ่มเก็บเงินหมื่นได้ ตัวเราเองก็จะเริ่มเชื่อว่าการเก็บเงินแสนนั้นเป็นไปได้ และพอเก็บเงินแสนได้จริง ความเชื่อก็จะมีมากขึ้น จนถึงจุดที่เรากล้าเชื่อกล้าฝันว่าวันหนึ่งเราจะมีเงินเก็บหลักล้านได้


 

ช่องทางการตัดออม สำหรับคนเริ่มต้น ควรเลือกช่องทางการเก็บเงินที่มีความเสี่ยงต่ำ จะเลือกเก็บสะสมไว้ที่เดียวหรือหลายช่องทางผสมกันก็ได้ เช่น

– เงินฝากธนาคาร

– เงินฝากสหกรณ์

– กองทุนรวมตลาดเงินและกองทุนรวมตราสารหนี้

ทุกครั้งที่กลับถึงบ้าน ผมจะแยกเหรียญ 5 และ 10 เอาไว้หยอดใส่กระปุกเพื่อการลงทุน เงินเก็บแบบนี้เหมือนจะไม่เยอะมาก แต่ถ้าเก็บทุกวัน ภายใน 2-3 เดือน รับรองเลยว่ามีเงินเก็บหลักพัน เอาไว้สมทบซื้อกองทุนรวมสะสมเพิ่มได้อย่างสบายๆ

ส่วนเศษเหรียญบาท เหรียญ 2 บาท และเหรียญสลึง จะเก็บแยกไว้อีกกระปุก สำหรับรวบรวมไว้บริจาค ไม่ว่าจะเป็นตู้รับบริจาคตามห้าง หรือนำไปร่วมสมทบทุนทำบุญตามโอกาสที่เหมาะสม

มีหลายคนพัฒนาแนวคิดนี้ต่อยอดไปใช้กับธนบัตรใบละ 50 บาท เช่น ทุกครั้งที่ได้เงินทอน แล้วมีแบงค 50 บาทติดมาด้วย ก็จะกันไว้เก็บออม ไม่นำไปใช้ แบบนี้ก็แล้วแต่วิธีการของแต่ละคน สำคัญคือ ขอให้ได้เริ่มเก็บเถอะ วิธีไหนก็ดีทั้งนั้นครับ

“อยากได้ของฟุ่มเฟือยก็ซื้อได้ แต่ต้องจ่ายภาษีให้ตัวเองด้วย” เช่น ถ้าอยากดื่มกาแฟดี แก้วละ 150 บาท ก็ดื่มได้ แต่ดื่มแล้วต้องหัก 15 บาท (หรือ 10% ของ 150 บาท) หยอดใส่กระปุกไว้สำหรับเก็มออมด้วย หรือถ้าวันไหนอยากกินข้าวนอกบ้าน มื้อละ 1,000 บาทก็กินได้ แต่ต้องคิดภาษีฟุ่มเฟือย 10%

ผมทำแบบนี้แล้วรู้สึกดีกับตัวเอง เพราะ

1. ทำให้เกิดสติในการจ่าย เนื่องจากของที่อยากได้จะมีราคาแพงขึ้นเล็กน้อย

2. มีเงินออมเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่ใช้จ่าย ในแต่ละเดือนผมสะสมเงินจากวิธีก๊อกๆ แก๊กๆ แบบนี้ได้พอสมควร จากเริ่มต้นเก็บออมได้ 5% ในครั้งแรก ก็เริ่มเก็บได้มากขึ้น แล้วก็มากขึ้นเรื่อยๆ

โลกการเงินมีคำศัพท์สำคัญอยู่เบื้องต้นแค่ 2 คำ นั่นคือ “สภาพคล่อง” และ “ความมั่งคั่ง” การเงินเราต้องคล่อง มีกิน มีใช้ มีเหลือเก็บก่อน จากนั้นก็จะค่อยๆ สะสม จนเหลือล้นพร้อมไว้สำหรับการนำไปต่อยอดให้งอกเงย และกลายเป็นความมั่งคั่งในที่สุด ซึ่งทั้งหมดมีจุดเริ่มต้นมาจาก “เงินออม”

รู้จักงบการเงินส่วนบุคคล

ในส่วนนี้เราจะมาคุยกันถึงรายการแสดงข้อมูลสำคัญทางการเงินของคนเรา ซึ่งเป็นเครื่องมือวัดที่ช่วยบอกหรือสะท้อนให้เห็นว่า การเงินของเราเป็นอย่างไร “สภาพคล่องเป็นบวกหรือลบ มากน้อยแค่ไหน” และ “ความมั่งคั่งของแต่ละคนเป็นอย่างไร”

รายการแสดงข้อมูลสำคัญทางการเงินที่ว่านี้ก็คือ “งบการเงินส่วนบุคคล” ซึ่งประกอบด้วย 2 งบการเงินย่อยๆ นั่นคือ

  1. งบรายรับ-รายจ่าย (Income Statement) รายการทางการเงินที่บอกถึง “สภาพคล่อง” ของแต่ละบุคคล
  2. งบแสดงสถานะการเงิน (Statement of Financial Position) หรือบางตำราเรียกงบดุล (Balance Sheet) บอกถึงระดับความมั่งคั่งผ่านรายการ “ทรัพย์สิน” และ “หนี้สิน” ที่เข้าของงบการเงินถือครองอยู่

1. งบรายรับ-จ่าย มีโครงสร้างดังนี้

ในทางการเงิน “เงินคงเหลือ” นี้หมายถึง “สภาพคล่องทางการเงิน” ซึ่งถ้าหากเงินคงเหลือไม่ติดลบ ก็ถือว่ามีสภาพคล่องทางการเงินดี

มีเงินคงเหลือ = มีสภาพคล่องดี

  • เติมข้อมูล รายรับ-รายจ่าย ล่วงหน้าอย่างน้อย 6-12 เดือน
  • กรณีมีรายได้ไม่แน่นอน ให้ใส่รายได้ขั้นต่ำ และใส่ข้อมูลช่องรายจ่ายให้ครบ
  • จากนั้นดู “เงินคงเหลือ” ว่าเดือนไหนเป็บ บวก หรือ ลบ
  • กรณีเดือนที่เงินคงเหลือ “ติดลบ” พยายามจัดการวางแผน-บริหารเงินล่วงหน้า* เพื่อให้เงินคงเหลือเป็นบวกให้ได้!
  • หลังทำงบรายรับ-รายจ่ายแล้ว ควรคอยบันทึกการใช้จ่ายในแต่ละวัน แล้วมาทบทวนตอนสิ้นเดือนว่าใช้จ่ายสอดคล้องกับงบที่กำหนดไว้หรือไม่

 

*งบรายรับรายจ่าย มีโครงสร้างและหน้าตาคล้ายบัญชีครัวเรือน ต่างกันตรงที่งบรายรับรายจ่ายจะแสดงรายการในอนาคต เพื่อใช้สำหรับวางแผนการเงิน ส่วนบัญชีครัวเรือนนั้น เป็นบันทึกการใช้จ่ายเงินที่เกิดขึ้นแล้ว

2. งบแสดงสถานะการเงิน หรืออาจเรียกชื่อง่ายๆ ว่า “รายการทรัพย์สิน หนี้สิน” มีโครงสร้างดังนี้

  • ข้างซ้าย ระบุรายการ “ทรัพย์สิน” (Assets) ที่เราครอบครองอยู่
  • ข้างขวา ระบุรายการ “หนี้สิน” (Debts) ที่เราติดค้างอยู่ทั้งหมด ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง
  • ควรทำงบแสดงสถานะการเงิน อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อทบทวนสถานะการเงิน
  • ตามหลักการบริหารเงินที่ดี ในแต่ละปี คนเราควรมี “ทรัพย์สินเพิ่มขึ้น หนี้สินลดลง”

ตัวชี้วัดว่าสถานะการเงินของเราอยู่ในระดับที่ดี คือทรัพย์สินสุทธิ หรือ ความมั่งคั่งสุทธิ (Networth) คำนวณได้ ดังนี้

ทรัพย์สินสุทธิ = มูลค่าทรัพย์สิน – หนี้คงค้างรวม (ความมั่งคั่งสุทธิ)

ถ้าทรัพย์สินสุทธิเป็นบวก = สถานะการเงินดี มีทรัพย์สินรวมมากกว่าหนี้สิน

ถ้าทรัพย์สินสุทธิติดลบ = สร้างหนี้ที่มากเกินกว่าทรัพย์สินที่สะสม ซึ่งอาจเกิดจากการกู้ยืมเงินไปใช้กับการบริโภคมากเกินไป และอาจส่งผลต่อสภาพคล่องทางการเงินของบุคคล ทั้งนี้เพราะงบการเงินทั้งสองงบนี้มีความเชื่อมโยงกันในลักษณะเหตุและผล ดังแสดงในรูปด้านล่าง

ชีวิตคนเราสะสมอะไร เราก็จะได้ผลลัพธ์ทางการเงินอย่างนั้น เช่น เราซื้อหุ้นเก็บสะสม (ทรัพย์สิน) เราก็จะได้เงินปันผล (รายรับ) เป็นประจำทุกปี แต่หากเราก่อหนี้บัตรเครดิต (หนี้สิน) และไม่ะร้อมจะชำระเต็มจำนวน เราก็จะต้องมีภาระเป็นเงินผ่อนชำระขั้นต่ำ (รายจ่าย) เป็นประจำทุกเดือน

ทั้งนี้ไม่ได้บอกว่าคนเราจะมีหนี้สินไม่ได้ แต่ประเด็นสำคัญคือ ต้องวางแผนไม่ให้เกินกำลัง ไม่ทำให้สภาพคล่องเสียหาย

และไม่ก่อหนี้จนทำให้ความมั่งคั่งสุทธิติดลบ

วิธีอื่นๆ ในการชี้วัด
สถานะการเงินส่วนบุคคล

การใช้ อัตราส่วนทางการเงิน ซึ่งเป็นตัวช่วยทำให้มองเห็นภาพได้อย่างรวดเร็ว และง่ายต่อการนำไปใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนการเงิน ซึ่งอัตราส่วนการเงินสำคัญที่ทุกคนควรรู้จัก ได้แก่

“รู้แล้วไม่ทำ เท่ากับ ไม่รู้”

WORKSHOP

เช็คสภาพคล่อง และวางแผนบริหารเงินล่วงหน้า

1. ทำงบการเงินของตัวเอง

ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม >> (Link to form)

2. คำนวณอัตราส่วนการเงิน

ใช้โปรแกรมคำนวณที่นี่ >> (Link to financial calculator)

3. ลองวิเคราะห์จากงบการเงินของตัวเอง  พร้อมตอบคำถามด้านล่าง

     3.1 สถานะการเงินและสภาพคล่องของคุณเป็นยังไง, ดีไม่ดี?

     3.2 คุณคิดว่ามีอะไรต้องปรับแก้บ้าง?

ขอให้ได้ผลลัพธ์ทางการเงินที่ดีครับ 🙂