Categories
Blog

แค่เชี่ยวชาญ … อาจไม่พอ

แค่เชี่ยวชาญ … อาจไม่พอ


มีคนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่า การเป็นบุคคลที่มีความสามารถ มีความเชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์ในด้านใดด้านหนึ่งเป็นอย่างดี จะช่วยให้เรามีธุรกิจในด้านนั้นๆ ได้
อดีตนักกีฬาฟุตบอล เล่นฟุตบอลเก่ง จะสามารถมีธุรกิจเสื้อกีฬา หรือเครื่องกีฬาได้ เพราะคลุกคลีอยู่กับวงการกีฬามานาน
ที่ปรึกษาที่ทำงานมาเป็น 10-20 ปี เมื่อเปิดบริษัทที่ปรึกษาเอง ธุรกิจจะพุ่งไปข้างหน้าและก้าวไกล
คนทำอาหารอร่อย เปิดร้านอาหารแล้วจะรวย เพราะรสมือถูกปากผู้คนอยู่แล้ว
นักร้อง นักดนตรีที่มีความสามารถในการแต่งเพลงทำเพลง จะสร้างค่ายเพลงที่ทำเงินมหาศาลได้

พอทำธุรกิจเข้าจริงๆ อาจไม่ใช่อย่างนั้น …


การเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่ง ไม่ได้รับประกันความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจบนความเชี่ยวชาญนั้น
ทั้งนี้เพราะ การเป็นผู้เชี่ยวชาญมีงานหลักๆ ที่ต้องรับผิดชอบเพียงด้านเดียว

นักกีฬาก็มีหน้าที่เล่นกีฬา
ที่ปรึกษาก็ทำหน้าที่ให้คำปรึกษา
แม่ครัวเก่งๆ ก็มีหน้าที่แค่ทำอาหาร
ส่วนนักร้องก็ร้องเพลงไป ฯลฯ


แต่นักธุรกิจนั้น มีหน้าที่ที่ต้องดูแลและรับผิดชอบรอบด้าน
ยกตัวอย่าง การจะมีบริษัทหรือค่ายเพลงหนึ่งแห่งนั้น นอกจากจะต้องมีทีมที่ดูแลในเรื่องเพลง นักร้อง รวมไปถึงงานการผลิตต่างๆ แล้ว มันยังมีอื่นๆ ที่มีความสำคัญ แม้จะไม่ใช่แก่นของกิจการ แต่ก็ขาดไม่ได้ อาทิ
– งานด้านการเงิน (หลายกิจการขาดทุน อยู่ไม่ได้ เพราะบริหารเงินที่ได้มาไม่เป็น)
– งานการตลาด (เพลงดี แต่ประชาสัมพันธ์ไม่เป็นก็อยู่ไม่ได้)
– งานด้าน Admin ต่างๆ (คอยจัดการทุกอย่างให้ราบรื่น)
ฯลฯ


ที่เขียนมาทั้งหมดกำลังจะบอกว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ทำธุรกิจเองไม่ได้เลยอย่างนั้นเหรอ
คำตอบ คือ ไม่ใช่!


ผู้เชี่ยวชาญเองก็สามารถสร้างธุรกิจของตัวเองขึ้นมาได้ เพียงแต่ในช่วงเริ่มต้นของการก่อสร้างธุรกิจนั้น คุณจะต้องหาทีมงาน ลูกน้อง หรือ Outsource อะไรก็แล้วแต่ มาช่วยเติมเต็มมิติต่างๆ ของกิจการให้ครบถ้วน เพื่อให้ธุรกิจขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ (แต่คนที่เก่งมากๆ มักมีปัญหาว่า อยากทำทุกอย่างเองไปเสียหมด 555)


ในทางกลับกัน ใครที่บอกว่าตัวเองไม่มีความสามารถในเรื่องนั้นๆ แล้วจะสร้างธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความเชี่ยวชาญนั้นไม่ได้ ก็ไม่ใช่อีกนั่นแหละ
อาทิ ไม่ชอบดื่มกาแฟ จะสร้างธุรกิจร้านกาแฟไม่ได้ เขียนแอพพลิเคชั่นไม่เป็น แล้วจะเปิด Software House ไม่ได้ ไม่ได้เป็นคุณหมอ และจะเปิดคลินิกหรือโรงพยาบาลไม่ได้

กล่าวโดยสรุป ทักษะของ “ผู้เชี่ยวชาญ” และ “ผู้ประกอบการ”นั้น เป็นทักษะคนละเรื่องกัน
การมีทักษะที่ดีในงาน อาจไม่ใช่ปัจจัยแห่งความสำเร็จของการประกอบการ และเช่นกัน การสร้างกิจการ ก็อาจยังไม่ได้ต้องเริ่มต้นจากความเชี่ยวชาญ 100% ในงานนั้นๆก็เป็นได้
ฟังดูแล้วอาจขัดกับความรู้สึกใครไปบ้าง แต่จากประสบการณ์ทำธุรกิจของตัวเอง มองดูเพื่อนๆ นักธุรกิจรอบตัว รวมไปถึงให้คำปรึกษากิจการหลายๆ กิจการ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ

#TheMoneyCoachTH

Categories
Blog

คุณค่าของการทำงาน

คุณค่าของการทำงาน


เมื่อวานผมพาลูกไปทำงานเป็นครั้งแรก เป็นงานอีเว้นท์เล็กๆ ของสินค้ายี่ห้อหนึ่ง
สิ่งที่ผมบอกกับลูกคือ ให้ตั้งใจทำให้เต็มที่ และคอยฟังว่าเราต้องทำอะไรบ้าง ทำในส่วนของเราให้ดี อย่าให้ใครว่าได้
หลังทำงานทางผู้จัดกิจกรรมมีค่าขนมให้เล็กน้อย แต่ผมเลือกที่จะไม่คุยและบอกกับลูกเรื่องนี้ตอนรับงาน เพราะอยากให้เขาฝึกวิธีคิดทำงานด้วยความสนุก อยากเรียนรู้ อยากลอง โดยไม่คิดถึงเรื่องเงิน ไม่เอาเงินมาล่อ
อาจโชคดีที่กิจกรรมในครั้งนี้ เกี่ยวข้องกับฟุตบอล นั่นจึงทำให้พวกเขามองข้ามเรื่องค่าแรง และสนุกกับงานมากกว่าที่ตั้งคำถามว่า เขาจะได้อะไรจากสิ่งที่ทำนี้


หลังจบงานสองลิงของผมจึงยิ้มหน้าบาน เมื่อได้รับซองรายได้เล็กๆ เป็นค่าขนม เจ้าคนโตหน้าบานมาก เพราะเมื่อเทียบกับค่าขนมวันละ 20 บาทที่พ่อให้ เงินในซองถือว่ามากกว่าหลายเท่าเลยทีเดียว


“เป็นไง … ทำงานเหนื่อยมั้ย” ผมถาม
“ไม่ครับ แต่ร้อนมากกว่า” สองลิงแย่งกันตอบ “แล้วก็ไม่ได้ทำอะไรมากด้วย แค่เล่นบอล เต้นๆ วิ่งๆ นิดหน่อย”
“รู้สึกยังไงที่ได้เงิน” ผมถามลูก
“ดีใจครับ จะได้เก็บเงินไว้ซื้อหุ้น” ลิงตัวใหญ่ตอบ (ปัจจุบันพวกเขาสะสมเงินค่าขนม และผมสมทบส่วนหนึ่ง ลงทุน dca ในหุ้น)
“แล้วถ้าวันนี้ไม่ได้เงินหละ จะอยากทำมั้ย”
“ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าจะได้เงินอยู่แล้วนะครับ อยากเจอพี่ชัปปุยส์มากกว่า แต่ได้เงินก็ดีนะ 555” เจ้าลิงตอบพร้อมยิ้มอย่างสดชื่น
“แล้วเวลาพ่อให้เงิน กับทำงานแล้วได้เงิน อันไหนรู้สึกภูมิใจกว่ากัน” พ่อยังชวนคุยไม่เลิก
“โห … ทำงานสิครับ ขอเงินพ่อเท่ห์สู้ไม่ได้เลย”


ตอนแรกผมอิดออดเล็กๆ กับการให้ลูกออกงานนี้ แต่เมื่อคุณแม่ประสานหลังไมค์ไว้ครบถ้วนพร้อมสรรพ ผมเลยถือโอกาสใช้กิจกรรมนี้สอนเรื่องเงินเล็กๆ กับเขา
“เงินหนะเป็นผลตอบแทนอันหนึ่งที่ลูกจะได้รับจากการทำงานเท่านั้นนะ แต่สิ่งสำคัญกว่าคือ คุณค่าที่ลูกจะได้รับจากการทำงาน”
“คุณค่า คือ อะไรครับพ่อ” (เอาละ! คำถามแม่มเริ่มยากและ)
“คือ ความรู้สึกภูมิใจ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของงาน ดีใจที่ได้ทำประโยชน์ และมีส่วนร่วมกับคนอื่นในการทำให้งานเสร็จด้วยดีไงลูก” พ่อประดิษฐ์คำตอบเท่าที่พอคิดได้ในตอนนั้น
ไม่รู้ว่าเขาเข้าใจสิ่งที่สอนหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ กลับถึงบ้านมันทวงหาซองกันทันที 555


สอนลูกเป็นงานที่ต้องอดทนและใช้เวลา เพราะใช่ว่าพูดบอกครั้งเดียวแล้วจะเข้าใจหรือทำได้ทั้งหมด แต่ก็เป็นงานที่อุดมไปด้วยความสุข และให้ความรู้สึกสมบูรณ์ในชีวิต

#TheMoneyCoachTH

Categories
Blog

ระวังการสร้างรายจ่ายถาวร

ระวังการสร้างรายจ่ายถาวร …


หลายปีก่อน ลูกน้องคนหนึ่งมาขอให้ผมช่วยออกเอกสารรับรองเงินเดือนให้
ตอนนั้นเธอทำงานกับผม มีรายได้เดือนละหมื่นกว่าบาท แต่ขอร้องให้ผมช่วยทำตัวเลขในเอกสารรับรองเงินเดือน ว่าเธอทำงานกับผม และมีรายได้ต่อเดือนรวม 40,000 บาท
เมื่อถามว่าจะเอาไปทำอะไร ก็ได้ความว่าเธอจะกู้ซื้อบ้านราคา 4 ล้านบาท วันนั้นผมปฏิเสธเธอไปด้วยเหตุผล 2 ข้อ


1. ถ้าผมออกเอกสารให้ ผมและบริษัทก็จะมีความผิด ในฐานะทำเอกสารรับรองการเงินปลอม และ
2. ต่อให้ผมออกเอกสารให้ ลูกน้องผมคนนี้ก็คงจะมีภาระการเงินหนักน่าดู เพราะบ้านราคา 4 ล้าน ถ้ากู้จริง ก็ต้องผ่อนตกเดือนละประมาณ 26,000-28,000 บาท


เมื่อถามว่า … ทำไมต้องซื้อบ้านแพงขนาดนั้น เธอตอบว่า จะได้รับแม่และลูกมาอยู่ด้วยได้
เมื่อถามว่า … แล้วจะเอาเงินจากที่ไหนมาผ่อน


เธอตอบกลับแบบขึงขังว่า จะหางานเงินเดือนมากกว่าที่นี่ และจะรับทำงานพิเศษเพิ่ม บวกกับรายได้สามี (ซึ่งก็หมื่นกว่าบาทเหมือนกัน)​ ขยันหน่อยก็น่าจะพอส่งได้
สุดท้ายผมยืนยันว่าคงช่วยทำให้ไม่ได้ และให้ข้อเตือนใจเธอว่า ให้ระวังการสร้างรายจ่ายถาวร โดยที่รายได้ถาวรยังไปไม่ถึง หรือมีไม่พอ แล้วไปหวังเอาข้างหน้า เพราะเป็นเรื่องที่เสี่ยงมาก
พร้อมกับแนะนำให้เธอลดขนาดบ้านที่จะซื้อลงสักหน่อย เอาแบบที่รายได้เธอรวมกับสามีพอผ่อนไหว หรืออาจเลือกเช่าเขาไปก่อนดีกว่า เพื่อจะได้ไม่สร้างรายจ่ายถาวรเกินตัวจนเกินไป


ไม่ได้ผลครับ!! เธอบอกว่าไม่เป็นไร เพราะผมแค่เป็น Option หนึ่งเท่านั้น เธอยังมีบริษัทของเพื่อนๆ เธอ ที่พร้อมจะช่วยทำเอกสารนี้ให้ได้ จบด้วยออกอาการไม่พอใจผมเล็กๆ
“หนูช่วยพี่มาตั้งหลายปี ช่วยหนูแค่นี้ก็ไม่ได้” คือ ประโยคสุดท้ายที่เธอคุยกับผม
หลังจากนั้นไม่ถึงเดือน เธอก็ยื่นขอลาออก …


เรื่องราวผ่านไปได้ 2 ปี ผมเจอเธออีกครั้งในแผนกชุดกีฬา ของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ขณะผมกำลังเดินหาซื้อรองเท้าผ้าใบไว้ใส่ทำงาน เธอเดินเข้ามาทัก ผมชวนเธอคุยถึงความเป็นไปในชีวิต
สิ่งแรกที่เธอบอกกับผมก็คือ

“วันนั้นหนูน่าจะเชื่อพี่”


หลังจากนั้นเธอเล่าให้ฟังถึงสภาวะการเงินหลังกู้ซื้อบ้านในฝันของตัวเองได้ ซึ่งในที่สุดเธอเสียบ้านหลังนี้ไป และกลับมาเช่าเขาอยู่ตามเดิม ที่แย่คือเธอแยกทางกับแฟน เพราะมีปากเสียงเรื่องเงินกันทุกวัน
ที่จริงผมเชื่อว่า ก็มีบางคนที่ตัดสินใจสู้อะไรเกินตัวแบบนี้ แล้วรอด แล้วทำได้ ผมเชื่อว่าก็มีครับ
แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่ไม่รอด การเงินในชีวิตพังไปเลย และอาจต้องใช้เวลานานในการแก้ไข กว่าจะกลับมาดีเหมือนเดิม
หลายครั้งที่คำแนะนำดีๆ มันอาจขัดกับความสุข ความหวัง หรือความฝันของเราอยู่บ้าง แต่หากเปิดใจรับฟังอย่างมีสติ ก็อาจจะช่วยเราดำเนินชีวิตอย่างไม่ประมาทได้
หลังแยกกัน ผมรู้สึกไม่สบายใจเล็กๆ เพราะสงสัยตัวเองว่า เราพยายามเตือนเขามากพอหรือเปล่าในวันนั้น
หรือสุดท้ายแล้ว คำเตือนเราในวันนั้น ยังไงก็คงไม่มีประโยชน์อะไร ถ้าหากไม่ใช่คำตอบในใจที่เขาต้องการ


#TheMoneyCoachTH

Categories
Blog

บ่อน้ำแห่งความหวัง

บ่อน้ำแห่งความหวัง


ในอดีตราวปี 2540 ผมเป็นคนหนึ่งที่เคยประสบปัญหาหนี้อย่างหนัก ธุรกิจครอบครัวล้มละลาย หนี้สินรุมเร้า หารายได้ได้น้อยกว่ารายจ่ายหลายเท่าตัว และรายจ่ายเกินกว่าครึ่งเป็นรายจ่ายจากหนี้ ช่วงเวลานั้นไม่ต้องพูดถึงเรื่องการออม แค่จัดสรรให้พอกินในแต่ละเดือนยังลำบาก
จำได้ว่าตอนพยายามแก้ไขปัญหาผมขยันมาก นอกจากงานประจำที่ทำตั้งแต่จันทร์-ศุกร์แล้ว ทุกเย็นช่วงหัวค่ำถึงเที่ยงคืนและวันเสาร์อาทิตย์ ก็ยังทำอาชีพเสริมด้วย หาเงินได้เยอะ แต่ได้มาก็ใช้หนี้ไปจนหมด ไม่มีเหลือ
จนวันหนึ่งเริ่มสงสัยและตั้งคำถามกับตัวเองว่า “เมื่อไหร่หนี้จะหมด” และ “เมื่อไหร่เราจะได้เริ่มเก็บออม มีอะไรเป็นของเราเองบ้างเสียที”


ต้องยอมรับว่า ความรู้สึกแบบนี้ไม่ดีเลยครับ มันเป็นความรู้สึกที่โคตรหดหู่ สิ้นหวัง เหมือนใช้ชีวิตผ่านไปวัน ๆ ยิ่งเวลาล่วงเลยไป ก็จะยิ่งรู้สึกมากขึ้น เพราะเหมือนชีวิตไม่คืบหน้า ผ่านไป 5 ปี 10 ปี ชีวิตดูแย่มากเหมือนเทียบกับเพื่อนในวัยเดียวกันที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัวกันอย่างสนุกสนาน
จากที่อัตคัดใช้จ่าย เริ่มกลายเป็นความรู้สึกไม่ภูมิใจในชีวิตตัวเอง และมันแอบบั่นทอนความมั่นใจในตัวเองมากขึ้นทุกวัน (ใครที่กำลังเจอปัญหาหนี้อยู่ น่าจะเข้าใจความรู้สึกนี้)
ลองคิดตามง่าย ๆ คนเราขยันทำงานไป 30 วัน พอถึงสิ้นเดือนคนอื่นได้เงินเราไปหมด เริ่มตั้งแต่รัฐบาล (ภาษี) เจ้าของบ้านที่เราเช่า หรือธนาคารที่เราผ่อนบ้านอยู่ ร้านค้าร้านข้าว บริษัทบัตรเครดิต ฯลฯ ทุกคนได้เงินเราหมด สิ้นเดือนมีเราคนเดียวที่ไม่ได้อะไรเลย


สุดท้ายผมเลยเปลี่ยนวิธีการจัดการเสียใหม่ ทุกครั้งที่ได้เงินมาจะหักให้ตัวเอง 3% ก่อนให้คนอื่น แล้วค่อยวางแผนจัดการเงินที่เหลือ เอาเข้าจริงพอทำแบบนี้มันก็ไม่ได้ลำบากมากขึ้นสักเท่าไหร่ เรียกว่าไม่รู้สึกเลยก็ได้ เพราะมันไม่ได้เยอะถึงขนาดทำให้ชีวิตมีปัญหาเพิ่มมากขึ้น ในทางตรงกันข้ามเมื่อสะสมนานเข้า มันจะเริ่มมากพอที่จะเสริมสร้างกำลังใจในการต่อสู้กับปัญหาให้กับเราได้
ผมเรียกเงินสะสมก้อนเล็ก ๆ นี้ว่า “บ่อน้ำแห่งความหวัง”
เป็นเหมือนแหล่งกำลังใจเล็ก ๆ ที่คอยเสริมพลังให้กับเราในวันที่เจอปัญหา ให้รู้สึกว่าที่เราเหนื่อยหนักทั้งเดือนมันไม่ได้เสียเปล่า มันมีเหลือสะสมไว้ให้ตัวเองด้วย เป็นเหมือนเครื่องแสดงความก้าวหน้าของชีวิตทีละเล็กละน้อย ทำให้มีกำลังใจเดินหน้าต่อสู้กับปัญหาได้


ทุกวันนี้เวลาใครมาขอคำปรึกษาเรื่องแก้ปัญหาหนี้ ผมจะเริ่มต้นด้วยการให้ผู้ขอคำปรึกษาทำงบรายรับรายจ่าย และงบแสดงสถานะการเงิน (รายการทรัพย์สินหนี้สิน) เพื่อตรวจสอบดูว่าเงินขาดเหลือเท่าไหร่ ใครที่เป็นหนี้และไม่มีเงินออม ผมก็จะแนะนำให้เขาเริ่มหักออมแบบอัตโนมัติ จะใช้บัญชีเงินฝากธนาคาร เงินฝากสหกรณ์ กองทุนรวมตลาดเงิน หรือกองทุนรวมตราสารหนี้ ก็ได้หมด ไม่มีอะไรผิดกติกา
ช่วงแรกคนที่มาขอคำปรึกษาก็มักจะติดกับความคิดเดิมที่ว่า “ไม่พอกินแล้วจะออมยังไง” และ “เอาเงินไปใช้หนี้เพิ่มดีกว่ามั้ย ดอกเบี้ยแพงจะตาย” แต่พอพูดคุยปรับความคิด แล้วก็ชวนให้ลองโดยบอกว่า “ก็ถ้าวิธีการเดิมที่เคยทำ มันไม่ได้ผล ไม่ทำให้ชีวิตดีขึ้น ทำไมไม่ลองเปลี่ยนวิธีการดูบ้างหละ” เรียกว่าต้องปรับจูนกันพอสมควรกว่าจะยอมทำตาม


เมื่อปีก่อนผมจัดโครงการอภินิหารความรู้การเงิน ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ผู้เข้าโครงการทั้งหมดล้วนเป็นหนี้หนัก เงินไม่พอกินใช้ แถมยังต้องหยิบยืมคนอื่นทุกเดือน เพราะเงินรายได้ถูกหักหน้าซองไปเกือบหมดตั้งแต่วันเงินเดือนออกแล้ว
สิ่งที่ผมทำ คือ บังคับผู้เข้าโครงการให้เปิดบัญชีเงินฝากประจำ หรือกองทุนรวมตราสารหนี้ (เน้นลงทุนพันธบัตร) หักออมวันเงินเดือนออก เดือนละ 500 บาท ทุกคนที่เข้าโครงการต้องทำกันทุกคน ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีบางคนไม่เห็นด้วย บางคนบ่นหนักมาก (ฮา) แต่สุดท้ายทุกคนก็ยอมทำตามแต่โดยดี
เรียกว่า แก้หนี้ไปด้วย ออมไปด้วย แล้วก็สอนหารายได้เพิ่ม เพื่อจะได้มีพอกินใช้ และเพื่อให้ออมเงินได้มากขึ้นด้วย
สุดท้ายตอนจบโครงการ แทบทุกคน (มีบางคนล้มเลิกความตั้งใจไปก็มี) มีเงินเก็บตกคนละ 6 พันกว่าบาท บางคนพอเก็บได้ก็เริ่มมีกำลังใจ อยากที่จะออมเพิ่ม เก็บเงินได้หลักหมื่นเลยก็มี


เมื่อสอบถามเหตุผลที่เก็บเงินได้ แทบทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เกิดจากการถูกหักออมก่อนใช้แบบอัตโนมัติ และเมื่อถามถึงเหตุผลที่ไม่ยกเลิกกลางคัน ทุกคนพูดเหมือนกันเลยว่า “แต่ก่อนไม่เคยเก็บเงินได้เลย พอเก็บได้ก็มีกำลังใจ อยากเก็บต่อ อยากเก็บได้เพิ่ม”
ที่ยอดเยี่ยมไปกว่าการเก็บเงินก็คือ ทุกคนมีกำลังใจในการแก้ไขปัญหาหนี้มากขึ้น อยากให้หนี้หมดไปเร็ว ๆ เพราะรู้สึกเสียโอกาสที่ต้องเอาเงินไปจ่ายดอกเบี้ยหนี้สินที่ยืมมา แทนที่จะนำมาเก็บสะสมเป็นความมั่งคั่งของตัวเอง


แม้เมื่อจบโครงการ ผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมดจะไม่ได้หมดหนี้ แต่พวกเขาก็สู้จนกระทั่งมีกระแสเงินสดเป็นบวก มีกิน มีใช้ มีเหลือเก็บ การเงินไม่ติดลบ เริ่มมีหลายได้ทางที่สอง และหนี้ค่อย ๆ ลดลง
ทั้งหมดนี้ คือ เรื่องราวของ “บ่อน้ำแห่งความหวัง” ที่ผมอยากแนะนำให้ผู้ที่กำลังประสบปัญหาทางการเงิน สร้างเป็นสินทรัพย์ทางการเงิน และสินทรัพย์ด้านพลังใจให้กับตัวเอง เพื่อต่อสู้กับปัญหาที่กำลังรุมเร้าชีวิตอยู่
ไม่มีใครไม่รู้วิธีแก้หนี้ เพราะมันก็แค่พยายามหาเงินไปใช้คืนเขา แต่สิ่งที่ยาก คือ การรักษากำลังใจให้สู้กับหนี้ไปได้ตลอดจนผ่านพ้นปัญหาได้ และผมเชื่อมั่นว่า บ่อน้ำแห่งความหวัง คือ คำตอบของการสร้างกำลังใจให้กับตัวเองได้เป็นอย่างดี


ใครที่ยังไม่มีบ่อน้ำนี้ อยากให้ลองเริ่มต้นดูนะครับ


#TheMoneyCoachTH

Categories
Blog

เริ่มต้นแก้ปัญหาหนี้ ด้วย “งบการเงินส่วนบุคคล”

เริ่มต้นแก้ปัญหาหนี้ ด้วย “งบการเงินส่วนบุคคล”


“ขออนุญาตปรึกษาครับ ปัจจุบันรับราชการ แต่เงินเดือนติดลบ มีหนี้ 1 ล้านกว่าบาท อยากจะขอแนะนำคำปรึกษาว่าควรทำยังไงดีครับ”
“ตอนนี้เหนื่อยมาก หาเงินไม่พอใช้หนี้ ถูกติดตามทุกวันจนไม่อยากมีชีวิตอยู่ ไม่รู้ควรทำยังไงต่อ แนะนำด้วยค่ะ”
“เงินเดือน 9,000 มีหนี้อยู่ 400,000 อยากหมดหนี้ไวไว ต้องทำไงคะ” ฯลฯ


(ทั้งสามตัวอย่างเป็นข้อความจากคำถามจริงที่ส่งมาขอคำปรึกษา)


หลายครั้งคำถามที่ส่งมาปรึกษาปัญหาทางการเงิน มักเป็นคำถามในลักษณะนี้ ผู้ถามนิยมเล่าหรือเขียนเป็นข้อความที่เผยความรู้สึกต่อปัญหา โดยไม่ได้ให้ข้อมูลที่เป็นตัวเลขการเงินเลย ซึ่งต้องบอกว่าคำถามแบบนี้ไม่ง่ายที่จะช่วยแนะนำหรือให้แนวทางใด ๆ ได้

ทั้งนี้เพราะการตอบคำถามทางการเงินนั้น จำเป็นที่จะต้องมีรายละเอียด 2 สิ่งสำคัญ

นั่นคือ 1) เป้าหมายการเงิน และ 2) ตัวเลขการเงิน
สำหรับคนที่กำลังเป็นทุกข์จากหนี้สินนั้น เป้าหมายการเงินนั้นรู้กันดีอยู่แล้ว ก็คือ ต้องการปลดหนี้ให้หมด (และเร็วที่สุดด้วย) แต่สิ่งที่มักหายไป และไม่บอกมาด้วย ก็คือ งบการเงิน (ส่วนบุคคล) ซึ่งทำให้ผู้ที่จะให้คำปรึกษาไม่สามารถให้คำแนะนำได้


ลองคิดดูง่าย ๆ ว่า คนสองคนเงินเดือน 20,000 บาทเท่ากัน เป็นหนี้ 200,000 บาทเหมือนกัน อาจติดลบในแต่ละเดือนไม่เท่ากันก็ได้ เพราะรายละเอียดการใช้จ่ายก็ไม่เหมือนกัน อีกทั้งโครงสร้างหนี้ที่มีกันคนละสองแสนเหมือนกัน ก็ยังไม่เหมือนกันอีก คนหนึ่งอาจเป็นหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ในขณะที่อีกคนหนึ่งอาจเป็นหนี้สหกรณ์ ที่ดอกเบี้ยถูกกว่า และมีเงื่อนไขผ่อนชำระต่างกัน
แค่นี้วิธีการแก้หนี้ก็ต่างกันแล้ว …


ดังนั้นหากต้องการถามปัญหาเกี่ยวกับหนี้ หรือต้องการหาทางออกให้กับหนี้ด้วยตัวเอง สิ่งแรกที่คนเราควรทำ ก็คือ การจัดทำงบการเงินส่วนบุคคล ซึ่งประกอบด้วยกระดาษสองแผ่น

นั่นคือ 1) รายรับรายจ่ายในแต่ละเดือน และ 2) รายการทรัพย์สินหนี้สิน


งบรายรับรายจ่าย คือ รายการแสดงว่าเงินที่ได้มาในแต่ละเดือน ถูกนำไปจ่ายกับอะไรบ้าง แต่ละเดือนมีเหลือออม หรือติดลบเดือนละเท่าไหร่ อย่างไร
ส่วนรายการทรัพย์สินหนี้สิน ก็คือ งบที่แสดงรายการทรัพย์สินทั้งหมดที่เราถือครอง และหนี้สินทั้งหมดที่เราติดค้างผู้อื่นอยู่ เขียนรายละเอียดแยกเป็นรายการชัดเจน โดยเฉพาะหนี้ ต้องระบุเลยว่าเป็นหนี้อะไร เป็นหนี้ใคร ค้างอยู่เท่าไหร่ อัตราดอกเบี้ยที่สัญญากันไว้เป็นเท่าไหร่ และผ่อนชำระขั้นต่ำต่อเดือนยังไงบ้าง
ถ้าระบุสิ่งเหล่านี้ได้ชัด วิธีการแก้ไขปัญหาหรือแนวทางการให้คำปรึกษา ก็จะง่ายขึ้นครับ
เพราะเราจะเห็นข้อเท็จจริงเลยว่า รายจ่ายไหนลดลงได้บ้าง รายจ่ายไหนเป็นรายจ่ายสูงสุดที่ทำให้เราขาดสภาพคล่อง หนี้ทั้งหมดที่มีตัวไหนเป็นภาระต่อเดือนสูงสุด ดอกเบี้ยเท่าไหร่ และจะแก้ปัญหามันได้ยังไงบ้าง
ซึ่งสุดท้ายก็จะนำไปสู่ทางแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็น รีไฟแนนซ์กู้หนี้ใหม่ดอกเบี้ยต่ำมาโปะหนี้เก่าดอกเบี้ยสูง หรือช่วงไหนจะมีเงินก้อน มีโบนัสหรือคอมมิชชั่นพิเศษเข้ามา ช่วยให้เราโปะหนี้ได้ และหนี้ตัวไหนควรโปะเป็นรายการแรก


หรือหากใช้เทคนิคทางการเงินทั้งหมดแล้ว ยังช่วยไม่ได้ ก็ต้องหันมามองที่รายรับ หาช่องทางเพิ่มรายได้ เพื่อหาหนทางแก้ไขปัญหาต่อไป
ทั้งหมดเริ่มต้นจากการเขียนงบรายรับรายจ่ายและรายการทรัพย์สินหนี้สิน เพื่อสะท้อนข้อเท็จจริงเลยครับ อาจดูยุ่งยากไปสักหน่อย แต่เอาเข้าจริงใช้เวลาในการเขียนไม่นานเลย แถมตอนเขียนยังเรียก “สติ” ให้กลับมาอยู่กับตัว ทำให้ได้คิด ได้ไตร่ตรองปัญหาโดยละเอียดอีกด้วย


สุดท้ายแล้วการแก้ไขปัญหาหนี้ ไม่ต่างกับการแก้ปัญหาอื่น ๆ ที่ “ข้อเท็จจริง” ของปัญหา และ “รายละเอียด” ที่ครบถ้วนถูกต้อง คือ หัวใจที่สำคัญที่สุด และทั้งหมดเริ่มต้นได้จากกระดาษสองแผ่นนี้เลยครับ
ใครที่ตั้งใจอยากจะแก้ไขปัญหาการเงินของตัวเอง ลองเขียนกระดาษสองแผ่นนี้ดูนะครับ


#TheMoneyCoachTH
ดาวน์โหลดแบบฟอร์มงบการเงิน: http://bit.ly/2N7Umvr