Categories
Uncategorized

ชีวิตของคนเป็นผลของการ ‘เลือก’

ชีวิตของคนเป็นผลของการเลือก

หนึ่งในภาพยนตร์ที่ผมชอบ และมักเก็บแง่คิดในเรื่องมาคอยสอนใจตัวเองอยู่เสมอ ก็คือ ภาพยนตร์เรื่อง The Butterfly Effects (ขออนุญาตไม่อ้างอิงชื่อไทย เพราะไม่ชอบ 555) ซึ่งออกฉายในปี 2004 แสดงนำโดย Ashton Kutcher

ในเรื่องเป็นเรื่องราวชีวิตของผู้ชายคนหนึ่งที่มีพลังเหนือธรรมชาติ สามารถนึกย้อนสิ่งที่เกิดขึ้นอดีตแล้วกลับไปแก้ไข และเปลี่ยนแปลงเรื่องราวต่างๆได้

ที่มันออกจะโกลาหล และทำให้เรื่องราวดำเนินไปอย่างน่าสนุกก็คือ ทุกครั้งที่เขาย้อนเวลากลับไปเปลี่ยนแปลงเรื่องใดๆ ที่เขาไม่ชอบ ส่ิงที่ตามมาก็คือ ชีวิตในรูปแบบใหม่ พร้อมด้วยปัญหาแบบใหม่ที่เขาไม่พึงพอใจอยู่เสมอ

หรือ เมื่อเปลี่ยนทางเลือก นั่นก็หมายถึง การเปลี่ยนผลลัพธ์ตามไปด้วย และในหลายครั้งมันเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงเกินจะคาดเดา

YOU ARE THE RESULT OF YOUR CHOICE.

เลือกยังไงชีวิตก็จะเป็นอย่างนั้น  แนวคิดเรียบง่ายจากหนังเรื่องนี้สามารถเอามาประยุกต์ใช้กับชีวิต ความสำเร็จ และโลกการเงินได้เป็นอย่างดีเหมือนกัน

และที่สำคัญ ชีวิตคนเรานั้นว่าจะก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างได้ สำเร็จหรือเป็นไปในแบบที่ตั้งใจ มันไม่ได้อาศัยการตัดสินใจแค่ครั้งเดียว แต่มันต้องตัดสินใจหลายๆครั้ง

เด็กคนหนึ่งที่เป็นเด็กดีอยู่กับร่องกับรอยในสมัยประถม (เลือกทางที่ถูกสมัยเยาว์วัย) แต่พอโตขึ้นมา เผลอตัดสินใจเข้าร่วมกลุ่มร่วมแก๊งค์กับเพื่อนที่เล่นการพนัน (เปลี่ยนมาเลือกทางที่ผิดเมื่อตอนโตขึ้น) ก็อาจพาชีวิตลงห้วยลงเหวได้

ที่แย่หน่อยก็คือ โลกใบนี้ไม่ได้มีเพียงสีขาวกับดำ เพราะถ้าเป็นเรื่องผิดถูก หรือศีลธรรมนั้น เรารู้ว่าเราควรเลือก หรือตัดสินใจอย่างไร (แม้บางครั้งจะยังตัดสินใจผิดทั้งๆที่รู้ 555)

แต่กับความสำเร็จนั้น ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ไม่รู้หรอกว่า เมื่อเจอทางเลือก เราต้องตัดสินใจอย่างไร จึงจะประสบความสำเร็จ

ยิ่งต้องตัดสินใจหลายๆครั้ง ชีวิตถึงจะก่อรูปก่อร่างไปในเส้นทางที่จะสำเร็จได้แล้ว ยิ่งไปกันใหญ่

เช่น เลือกทำงานประจำต่อไป หรือออกมาทำธุรกิจส่วนตัวดี หรือถ้าจะออกเมื่อไหร่ดี (จุดแบบนี้ตัดสินใจยากมาก) หรือตั้งใจจะออกแน่ๆ แต่ไม่รู้จะเลือกทำอะไรดี (พวกมีทางเลือกเยอะ ยิ่งปวดหัว 555)

หรือออกมาแล้ว ลุยมาแล้ว ท่าทางไม่ค่อยดี โอกาสไม่รอดมีสูง จะทำยังไงดี กู้เงินมาตู๊สู้ต่อดีมั้ย หรือจะยอมขาดทุนแล้วจบทุกอย่างไป

หรือยังรักชีวิตงานประจำอยู่นั่นแหละ แต่ก็เบื่อกับที่ปัจจุบัน จะย้ายดีมั้ย ย้ายเมื่อไหร่ดี

สุดท้ายไม่มีใครรู้หรอกว่า ตัดสินใจแล้วจะเป็นอย่างไร จะเจออะไรบ้าง

หลักคิดง่ายๆของผม ที่ผมเลือกใช้เสมอเวลาตัดสินใจเลือก ก็คือ ทางเลือกใหม่มันน่าจะดีกว่าทางเดิมหรือเปล่า หรือถ้ามองไม่ออกจริงๆ ก็จะกลับมาดูสิ่งที่เป็นอยู่ว่า “Happy ดีอยู่กับที่เป็น หรือเปล่า?”

ถ้าไม่และคิดว่าไม่มีอะไรแย่กว่าที่เป็นอยู่แล้ว หรือถ้าทางใหม่มีโอกาสทำให้ชีวิตดีขึ้นได้ แม้ไม่ถึงจุดสูงสุดตามที่หวัง แต่ก็ไม่เลวร้ายกว่าที่เป็น ผมว่าก็น่าเสี่ยงนะ (‘น่าเสี่ยงไม่เหมือนกับเสี่ยงตรงการไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนในระดับหนึ่ง)

แล้วถ้าคิดแล้ว ไตร่ตรองดีแล้ว แต่สุดท้ายพอเลือกไปจริงๆ มันดันไม่ใช่อย่างที่คิดไว้หละ จะทำยังไง? …

อีกบทเรียนหนึ่งที่ผมอนุมานเอาเองว่าได้รับจากหนังเรื่องนี้ก็คือ

สิ่งใดที่เกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีและงดงามในตัวมันเองเสมอ

หรือเมื่อตัดสินใจไปแล้ว ก็จงเดินบนทางที่เลือกให้ถึงที่สุด เมื่อเลือกแล้ว ตัดสินใจเดินไปแล้ว ก็จงเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอยู่บนทางที่เลือกให้ได้ ให้ดี และให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

เพราะสุดท้ายถ้าทุกอย่างสวนทางกับทางที่คิดไว้ก่อนเลือก คุณก็แค่เลือกใหม่อีกครั้งก็เท่านั้น

และเชื่อเถอะว่า ยิ่งคุณเลือกและตัดสินใจบ่อยครั้งเท่าไหร่ บทเรียนและประสบการณ์จะค่อยๆสอน และเกลาให้การตัดสินใจของคุณในครั้งต่อๆไปแหลมคมขึ้นเอง

ชีวิต คือ การผจญภัยรูปแบบหนึ่ง และการตัดสินใจเลือก คือ ตัวกำหนดเรื่องราว ว่าการผจญภัยแห่งชีวิตของคุณมันจะน่าสนุกและน่าติดตามแค่ไหน ทั้งหมดคุณกำหนดได้เอง

สิ่งสุดท้ายสิ่งสำคัญที่อยากจะบอกก็คือ … “ถ้าคุณไม่เลือก ไม่ตัดสินใจ โลกจะเลือกและรับหน้าที่ตัดสินใจกำหนดชีวิตให้กับคุณเองซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น รับรองได้เลยว่ามันเป็นชีวิตที่ห่วยและไม่สนุกเลยครับ

#TheMoneyCoachTH

ปล. ส่วนหนึ่งจากหนังสือเส้นทางสู่อิสรภาพการเงินอย่างแท้จริงเขียนโดย The Money Coach จักรพงษ์ เมษพันธุ์

Categories
Uncategorized

สวมรองเท้าซะ

สวมรองเท้าซะ …

คนเราทุกคนต่างก็รู้ว่า การออกกำลังเป็นสิ่งที่ดี แต่มีน้อยคนเหลือเกินที่จะยอมเจียดเวลามาออกกำลังกายกัน

ในอดีตผมเองก็เป็นคนกลุ่มที่ว่านี้เหมือนกัน ทุกครั้งที่ตั้งใจจะวิ่งออกกำลังกาย มันมักจะเหตุมีอาเพศทำให้ไม่ได้วิ่งเสียทุกครั้งไป

ด้วยเหตุที่รู้สันดานตัวเอง ผมจึงไม่สมัครสมาชิกฟิตเนสที่ใด เพราะขนาดวิ่งในสวนหมู่บ้าน ยังทำไม่ค่อยจะได้ ครั้นจะให้ขับรถออกจากบ้านไปออกกำลังกาย ยิ่งเป็นไปไม่ได้ไปกันใหญ่

อยู่มาจนเข้าหลักสี่ ผมเพิ่งพบเคล็ดลับในการบังคับตัวเองให้วิ่งออกกำลังกายได้ นั่นคือ … เมื่อใดที่คิดจะวิ่ง ให้ลุกขึ้นเปลี่ยนชุด เดินไปหน้าบ้าน แล้ว …

ใส่รองเท้าซะ!!!

นี่คือวิธีการง่ายๆ ที่ทำให้ตัวผมได้วิ่งแน่นอน เพราะถ้าทำถึงขนาดใส่รองเท้าเดินออกจากบ้านแล้วยังไม่วิ่งนี่ผมว่า ไม่ธรรมดาแล้วหละ

ผมใช้วิธีการเดียวกันนี้ ปรับสิ่งแวดล้อมเล็กๆน้อยๆ เพื่อกระตุ้นให้เราลงมือทำ กับเรื่องอื่นๆด้วย อาทิ

คิดอยากออกไปดูอสังหาริมทรัพย์สินเพื่อลงทุน … กดโทรศัพท์หาโบรกเกอร์ แล้วนัดเลย เพราะเมื่อนัดแล้ว ก็เหมือนกับบังคับเราเล็กๆ

มีไอเดียทางธุรกิจเมื่อไหร่ … โทรนัด Partner หรือ Outsource คุยเลย เพื่อไม่ให้ไอเดียจมอยู่กับเราคนเดียว

คิดอยากหาเวลาไปเที่ยวกับครอบครัว บอกแฟนลงเวลาในปฏิทินเลย แค่นี้ก็ต้องไปแล้ว (สัญญาแล้วไม่พาไปอาจตายได้) ฯลฯ

แรกๆ ตอนลงมือทำเราอาจรู้สึกฝืนและอิดออดอยู่บ้าง แต่พอลงมือทำจนเสร็จ (วิ่ง / ออกไปดูอสังหาฯ / นัดคุยกับ Outsource ฯลฯ) เราจะรู้สึกดีมากที่ตัดสินใจลงมือทำมันในทันที หรือทำมันเสียเลยในวันนั้น

เพราะถ้าสิ่งที่คิดจะทำเป็นเรื่องดี และจำเป็น … มันจะทำให้ชีวิตของเราก้าวหน้าขึ้น

และยิ่งทำบ่อยเข้า มันจะเริ่มเป็นนิสัย แรงเสียดทานในการทำจะลดลงเรื่อยๆ ชีวิตดีขึ้นเรื่อยๆ ภูมิใจในตัวเองมากขึ้น

เรื่อยๆ

แค่เริ่มต้นก้าวข้ามเส้นบางๆ ที่ขวางระหว่าง การ “ลงมือทำ” กับการ “คิดและอยู่เฉยๆ”

จำไว้ … แค่สวมรองเท้า คุณก็ได้วิ่งแล้ว

ดังนั้น คิดอะไรได้ ลงมือทำเลยครับ

แม้จะเริ่มเล็กๆ ก็ถือว่าได้เริ่มต้นแล้ว … เชื่อผมสิ!

#TheMoneyCoachTH

Categories
Uncategorized

ผลลัพธ์ กับ กระบวนการ

ผลลัพธ์ กับ กระบวนการ

สมัยเรียนที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ ผมเคยถามอาจารย์ท่านหนึ่งว่า ท่านมีวิธีตรวจข้อสอบอัตนัย หรือข้อสอบที่ใช้วิธีเขียนอธิบายคำตอบ อย่างไร?

อาจารย์ตอบว่า “ตรวจคำตอบก่อน แล้วค่อยย้อนขึ้นมาตรวจวิธีทำ”

เพราะไม่ว่าอย่างไร สุดท้ายแล้วเราต้องการคำตอบที่ถูกต้อง หรือวัดกันที่ผลลัพธ์ของสิ่งที่ทำ เลยต้องดูที่คำตอบก่อน ถ้าคำตอบผิด วิธีทำก็มีแนวโน้มที่จะผิดด้วย

เมื่อตรวจคำตอบแล้ว จากนั้นค่อยมาดูในรายละเอียดของวิธีคิดและวิธีคำ เพื่อหาที่ให้คะแนนเพิ่ม และในทางกลับกัน ก็อาจหาที่หักคะแนนไปด้วย

บางคนคำตอบผิด ทั้งที่วิธีทำมาถูกทางแล้ว แต่ดันสะเพร่าตรงโน้นนิดตรงนี้หน่อย เลยทำให้คำตอบสุดท้ายผิดไป แบบนี้อาจารย์ก็จะพยายาหาที่ให้คะแนนเพิ่ม จากที่ให้ศูนย์เพราะคำตอบผิด ก็อาจมีคะแนนวิธีทำติดไม้ติดมือไปบ้าง

ตรงกันข้าม มีบางคนคำตอบทะลึ่งถูก ทั้ง ๆ ที่วิธีคิดผิด ซึ่งอาจารย์เองก็งงเหมือนกันว่ามันมาได้ยังไง ก็มีที่เป็นความบังเอิญแบบสุด ๆ หรือบ้างก็เกิดจากความมักง่าย แอบดูคำตอบชาวบ้าน แล้วก็เอามาเขียนใส่ในบรรทัดสุดท้ายของกระดาษคำตอบแบบดื้อ ๆ ชนิดไม่สนใจที่มาที่ไป แบบนี้ที่เคยให้คะแนนเต็มจากคำตอบถูก ก็อาจถูกหักคะแนนจนกลายเป็นศูนย์ในที่สุด

มาถึงตรงนี้ ผมเลยแกล้งถามอาจารย์ไปว่า

“แล้วแบบไหนดีกว่ากันครับอาจารย์ ระหว่าง วิธีคิดถูกคำตอบผิด กับ วิธีคิดผิดคำตอบถูก”

(คุณผู้อ่านลองคิดคำตอบตัวเองไว้เล่น ๆ ดูนะครับ)

อาจารย์ตอบได้ประทับใจผมเหลือเกิน

แกตอบว่า … เฮงซวยทั้งคู่ (ฮา) เพราะดีที่สุด คือ วิธีคิดวิธีทำถูก และคำตอบถูกต้องด้วย

แต่ถ้าจะให้เลือก … คนที่วิธีคิดถูก แล้วสะเพร่าคำตอบผิด ถือว่าดีกว่าและพัฒนาได้ง่ายกว่า เพราะถือว่า Basic ความรู้ใช้ได้ ทักษะการคิดเบื้องต้นก็พอได้ เหลือแค่แก้ไขเรื่องความละเอียด

ในทางตรงกันข้าม พวกคำตอบถูก แต่วิธีการผิด พวกนี้อาจารย์บอกว่าอันตรายมาก เพราะคำตอบที่ถูก อาจทำให้พวกเขายึดติดและจำไปว่า สิ่งที่ตัวเองคิดนั้นถูกต้อง และอาจเป็นอันตรายต่อการนำไปใช้งานในครั้งต่อ ๆ ไป

ในโลกการลงทุน มีหลายครั้งเหมือนกันที่ผลลัพธ์การลงทุน ไม่สอดคล้องกันกับวิธีคิด ผมเองก็เคยคิดแบบผิดๆ ซื้อทรัพย์ลงทุนแบบโง่ๆ ฟังแต่ตัวเลข ไม่ใส่ใจข้อมูลเชิงคุณภาพ ดูว่าตัวเลขค่าเช่าได้ ก็ลงทุนเลย แต่ดันฟลุ๊คได้ผลลัพธ์ที่ดี

ซึ่งสุดท้ายแล้วผมมองว่าเป็นเรื่องอันตรายมาก (คล้ายกันกับการทำข้อสอบ) เพราะผลลัพธ์ที่ดี ทำให้เรารู้สึกมั่นใจในสิ่งที่ทำ และทำให้กล้าลงทุนมากขึ้น ในสเกลที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งอาจส่งผลเสียหายตามมาในภายหลังได้อย่างมาก

แต่อย่างไรก็ดี โลกการลงทุนนั้นก็มีความต่างจากโลกของการทำข้อสอบอยู่มาก

เพราะข้อสอบนั้นมักมีสมมติฐาน และข้อจำกัด (Constraint) ที่บังคับให้เรามีคำตอบได้เพียงคำตอบเดียว เพื่อให้ง่ายต่ออาจารย์ในการตรวจคำตอบ และประเมินว่าใครเข้าใจสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปตลอดทั้งเทอมบ้าง

แต่การลงทุนนั้นมีปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย จนหลายครั้งไม่มี The Best Solution หรือคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน จะมีก็เพียงแต่ Optimum Solution หรือคำตอบที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล หรือแต่ละครั้ง แต่ละโอกาสการลงทุน

ซึ่งนั่นยิ่งทำให้ “กระบวนการคิด” มีความสำคัญมากยิ่งขึ้นไปอีก

ดังนั้น ภายหลังการตัดสินใจลงทุนในทุกครั้ง ลองตรวจสอบผลลัพธ์เทียบกับวิธีคิดของตัวเองอีกสักครั้ง ว่ามันสอดคล้องกันหรือไม่ ถ้าได้ผลลัพธ์ที่ดี (คำตอบถูก) ก็ลองพิจารณาดูสิว่า มันออกมาดี เพราะเราคิดถูกหรือโชคดี

แต่ถ้าได้ผลลัพธ์ที่ไม่ดี (คำตอบผิด) ก็ให้ลองพิจารณาดูเช่นกันว่า วิธีคิดเราผิด หรือมีปัจจัยที่ไม่คาดฝัน ทำให้ผลลัพธ์การลงทุนผิดเพี้ยนไป

ถ้าผิดที่วิธีคิด ก็ให้รีบศึกษาเรียนรู้ใหม่ เพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนการคิด และกระบวนการลงทุนให้ถูกต้อง เพื่อจะได้พัฒนาตัวเองสู่การเป็นนักลงทุนที่ดี

ทั้งนี้เพราะ มีแต่นักลงทุนที่ดีเท่านั้น ที่สร้างผลตอบแทนที่ดีและยั่งยืนให้กับตัวเองได้ครับ

#TheMoneyCoachTH

Categories
Uncategorized

วิธีตรวจสอบแชร์ลูกโซ่อย่างง่าย

[วิธีตรวจสอบแชร์ลูกโซ่อย่างง่าย]
1) รับประกันผลตอบแทน: การลงทุนประเภทบริหารการลงทุนให้ ส่วนใหญ่ จะไม่​ “รับประกัน” หรือ “การันตี”​ ผลตอบแทนนะครับ
2) ผลตอบแทนสูงเกินจริง: รวมๆ แล้วเกิน 10% ต่อปี (ให้สงสัยไว้ก่อนเลย) และมักอ้างชื่อการลงทุนจริงที่คุณไม่เข้าใจ เปลี่ยนชื่อใหม่ไปตลอด
3) ช่วงแรกๆ จ่ายจริง จ่ายตรง: (อ้างว่าปันผล ที่จริงก็เอาเงินมาคืนเราบางส่วน) เพื่อให้เรารู้สึกว่าได้จริง อยากลงทุนเพิ่มและอยากชวนเพื่อนมาลงทุนด้วย แรกๆ จ่ายดี แต่หลังๆ ก็จะเริ่มเปลี่ยนกติกาไปเรื่อย อ้างไปเรื่อย
4) ชวนเพื่อนลงทุน ได้ผลตอบแทนเพิ่ม: (เพื่อนมาก ยิ่งโบนัสมาก)
5) อยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไร: เปิดดู account ในเว็บ ในแอพ เงินโตตลอดเวลา (เขาทำข้อมูลหลอก) ง่ายๆ สบายๆ หรือลงทุนแล้วแค่รอรับตังค์อย่างเดียว ไม่ต้องเหนื่อย
อย่างกรณีแชร์ที่กำลังดังอยู่ในขณะนี้
เชื้อชวนคนฝากเงิน 1,000 บาท รับ 930
บาททุกเดือน ไม่ต้องทำอะไร
เข้าข้อ 1, 2 และ 5 ทันที
เพราะรับประกันว่าฝาก 1,000 ได้คืน 930 บาทต่อเดือน คิดเป็น 93% ต่อเดือน หรือ 1,116% ต่อเดือน โดยไม่ต้องทำอะไรเลย
ในขณะที่เราเห็นเพื่อนหรือคนรู้จักไปยุ่ง และเข้าไปเตือนด้วยความหวังดี เขาจะเถียงและตอบโต้แทน ก็ไม่แปลก เพราะได้เงินจริง (พวกไม้แรกๆ พวกตัวแทนกินหัวคิว) ก็เลยมั่นใจ เถียงใจขาดถ้าใครไปว่าเป็นแชร์ลูกโซ่ (เข้าข้อ 3 และ 4)
ฝากไว้อีกสักครั้ง
ไม่รู้ + โลภ + มักง่าย = ฉิบหายลงทุน
***ขอให้ทุกท่านมีสติกับการลงทุนนะครับ***
#TheMoneyCoachTH

Categories
Uncategorized

ตอนที่ 5: การเปลี่ยนแปลง

ตอนที่ 5: การเปลี่ยนแปลง

“ผมขอโทษนะครับแม่ ผมขอโทษ”

นั่นคือคำพูดสุดท้ายของประยุทธ์ก่อนวางสาย

หลังทำงบรายรับรายจ่าย

ประยุทธ์ตั้งใจแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

เขารู้สึกผิด ที่ปล่อยให้ชีวิต

จมอยู่กับปัญหานานเกินไป

จากตัวเลขบรรทัดสุดท้าย

ที่ติดลบยาวเหยียดไปจนถึงสิ้นปี

ประยุทธ์ตัดสินใจลดค่าใช้จ่าย

ทั้งคงที่และผันแปร

และเริ่มควบคุมอนาคตการเงินของตัวเอง

เขาเลิกดื่ม ลดการสังสรรค์

กำหนดวงเงินการใช้จ่ายแต่ละวัน

และใช้จ่ายอย่างมีวินัย

บัตรเครดิต 3 ใบที่มีหนี้เต็มวงเงิน

ถูกรวมเป็นก้อนเดียวด้วยสินเชื่อส่วนบุคคล

ที่มีดอกเบี้ยลดต่ำลงครึ่งหนึ่ง

ไม่เพียงแต่ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเงิน

… ที่เปลี่ยนแปลงไป

ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับดุจดาว

… ก็เปลี่ยนไปด้วย

เขาไม่แวะเวียนไปหาเธอเหมือนแต่ก่อน

ทุกครั้งที่เจอกัน

ประยุทธ์เลือกเป็นฝ่ายเลี่ยงเดินหนีเธอเสมอ

“เราจะเปลี่ยนเป็นคนใหม่ให้เธอดู”

ประยุทธ์คิด แต่ไม่ได้บอกดุจดาว

แม้จะพยายามลดรายจ่ายมากแค่ไหน

แต่การเงินของประยุทธ์ก็ยังติดลบอยู่ดี

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะเขามีหนี้ก้อนโต

จากการลงทุนคอนโดที่ผิดพลาด

คนขายบอกเขาว่ารับประกันผู้เช่า

แต่พอเอาเข้าจริง ห้องยังว่างอยู่จนถึงวันนี้

.

.

.

“การลงทุนมันไม่ได้ง่าย

แค่มีสลิปเงินเดือนกู้ซื้อคอนโดได้

ก็รวยกันได้เลยนะ”

ชายที่เรียกตัวเองว่า ‘มันนีโค้ช’

ขยี้แผลทันทีที่ประยุทธ์เอ่ยปาก

ขอความช่วยเหลือ

คราวนี้ประยุทธ์นิ่ง

ไม่รู้สึกโกรธและไม่ตอบโต้เหมือนครั้งก่อน

“แล้วที่บอกว่าลดค่าใช้จ่ายโน่นนี่นั่น

เอาเงินไปไหนหมดซะละ”

“ผมแบ่งส่งให้แม่ครับ

ที่ผ่านมาผมไม่เคยส่งให้แม่กินใช้เลย”

“ก็ในเมื่อกินใช้ยังไม่พอ

ทำไมยังแบ่งให้แม่อีกหละ”

โค้ชหนุ่มถามลองใจประยุทธ์

“ผมเหลือแม่แค่คนเดียวแล้วครับพี่

แกก็มีผมเป็นลูกแค่คนเดียว

ที่ผ่านมา ผมไม่ได้ทำหน้าที่ลูกที่ดีเลย”

“คนเราพลาดกันได้

เป็นหนี้แก้ได้ ถ้าใจสู้

และมีความรู้ทางการเงินที่ถูกต้อง

จำคำนี้ไว้”

สิ้นข้อความสอนใจ

โค้ชหนุ่มส่ง contact

ของบุคคลหนึ่งให้ประยุทธ์

“ใครเหรอครับพี่”

“ลูกศิษย์ผมเอง

ทำงานด้านซื้อขายอสังหาริมทรัพย์

ไม่รู้ว่าจะช่วยได้หรือเปล่านะ

ยังไงลองปรึกษาดู”

“ขอบคุณมากครับพี่

ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ”

ประยุทธ์แอบมีน้ำตารื้นโดยไม่รู้ตัว

เขารีบคลิกลิงค์ contact ที่โค้ชหนุ่มส่งให้

“น้ำหวาน … พิมพ์ดาว”

ประยุทธ์รีบส่งข้อความหลังไมค์ไปหาเธอ

#MONEY202 #TheSideStoriesOfMoney101 #TheMoneyCoachTH

ปล. ๑:

MONEY202 เป็นภาคต่อของ หนังสือ MONEY101

เริ่มต้นนับหนึ่งสู่ชีวิตการเงินอุดมสุข

ปล. ๒:

พระเอกของเรื่อง ไม่ใช่ ประยุทธ์ จันทร์โอชา พาชีวิตตัวเองก้าวข้ามชื่อนั่น แล้วเอาใจช่วย ประยุทธ์ หนุ่มวัย 29 คนที่เป็นลูกชาวบ้าน คนธรรมดาคนนี้กันดีกว่าครับ

Categories
Uncategorized

โลกใหม่

7. โลกใหม่

ณ งานสัมมนาการลงทุน

จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ประยุทธ์รู้สึกขัดเขิน

ไม่ค่อยชินกับสภาพการณ์แบบนี้สักเท่าไหร่

คนร่วม 500 คน แออัดอยู่รวมกัน 6 ชั่วโมง

เพื่อเรียนรู้เรื่องการลงทุน

ตั้งแต่เรียนจบจากมหาวิทยาลัย

ถ้าไม่ใช่อะไรที่เกี่ยวกับการทำงาน

เขาไม่เคย แบ่งเวลา หรือเจียดเวลาให้

เหมือนในครั้งนี้

ยอมรับว่าที่ผ่านมา คำว่า “การลงทุน”

ไม่เคยอยู่ในความคิดเขาเลย แม้แต่เสี้ยววินาที

แต่วันนี้เขานั่งฟังการสัมมนา

ตั้งแต่ต้นจนจบ

ตั้งแต่ Speaker คนแรก

จนถึงคนสุดท้าย

  “ถ้ารอให้หนี้หมด เริ่มมีเงินเก็บ

แล้วค่อยศึกษาเรื่องการลงทุน

ชาตินี้คงไม่ได้ลงทุนอะไรกับเค้าหรอกมั้ง”

คำพูดเหน็บของโค้ชการเงินวัยกลางคน

ลอยก้องวนเวียนในหัวอีกครั้ง

จริงอย่างโค้ชหนุ่มว่า …

ลองเรียนลองศึกษา การลงทุน

แบบไม่มีเงินจะลงทุนดู

แล้วเราจะยิ่งอยากปลดหนี้

เพราะเสียดายเงินที่เอาไปจ่ายดอกเบี้ย

แทนที่จะเอามาลงทุน

และที่สำคัญที่สุด คือ เสียดายเวลา

ที่ปล่อยให้ตัวเองต้องจมอยู่กับ

โลกการเงินที่เต็มไปด้วยความทุกข์

ดูหมดหวัง ดูสิ้นหวัง

แทนที่จะได้อยู่ในโลกแห่งโอกาส

โลกแห่งความอุดมสมบูรณ์

“เริ่มเหลือ ก็เริ่มรวย จำเอาไว้

เก็บเงินหลักพันได้ วันนึงก็ถึงหลักหมื่น

เก็บเงินหลักหมื่นได้ วันนึงก็ถึงหลักแสน

เก็บเงินหลักแสนได้

ยังไงๆ วันนึงมันก็ต้องถึงหลักล้านแน่ๆ”

โค้ชปากร้ายคนนั้น ให้กำลังใจเขา

สอนเขาให้มองในแง่ดี

ประยุทธ์เดินใจลอย

คิดถึงเรื่องราวใน 4 เดือนที่ผ่านมา

ยอมรับว่าตัวเองเปลี่ยนไปเยอะมาก

โดยเฉพาะในเรื่องความคิดและการใช้เวลา

“ก่อนลงทุนเงิน ลงทุนเวลาให้เป็นซะก่อน

เอาเวลา ไปสร้าง “คุณค่า” ให้ตัวเอง

แล้วเดี๋ยวเงินมันจะตามมาเอง”

ประยุทธ์คิดทบทวนซ้ำ

ด้วยยังไม่เข้าใจข้อความนี้ของโค้ชสักเท่าไหร่

“สร้างคุณค่า แล้วเงินจะตามมา

สร้างคุณค่า แล้วเงินจะตาม

สร้างคุณค่า …”

ทันใดนั้นเอง เสียงเล็กๆ ที่คุ้นเคย

ก็ดังแว่วมาจากด้านหลัง

“ยุทธ์”

ดุจดาวทักทายเขา

พร้อมรอยยิ้มที่โคตรสว่างไสว

เมื่อต้องประชันหน้าระยะประชิด

ประยุทธ์หมดหนทางหลบหนี

“สวัสดีจ้ะดาว”

“ยุทธ์ชอบฟังเรื่องลงทุนด้วยเหรอ

เราไม่เห็นเคยรู้เลย”

“ก็เพิ่งเริ่มศึกษาหนะ งูๆ ปลาๆ”

(ที่จริงเรามีอีกหลายเรื่องเลยนะ ที่ดาวไม่รู้”

ประยุทธ์คิด แต่ไม่ได้พูดออกไป)

“ดีจังเลย จะได้มีเพื่อนคุยด้วย

นี่! เดือนหน้าดาวลงเรียนคอร์สกับโค้ชหนุ่มไว้

ไปเรียนด้วยกันมั้ย ดาวอยากมีเพื่อนเรียนด้วย”

“เออ … เออ … เราขอดูเวลาก่อนนะ”

ประยุทธ์ตอบเลี่ยงไป แบบไม่เข้าใจตัวเอง

“เป็นไงบ้างพี่ยุทธ์ เรียนรู้เรื่องมั้ย”

เสียงเล็กๆ อีกเสียงที่คุ้นหู

พร้อมเจ้าของเสียงเดินตรงเข้ามาทักทายเขา

“อ้าว … น้องหวานนี่!”

ดุจดาวทักทายพิมพ์ดาว ท่าทางสนิทสนม

“อ้าว … พี่ดาว กะแล้วว่าพี่ต้องไม่พลาด”

“หวานรู้จักยุทธ์ด้วยเหรอ”

“แล้วพี่ดาวหละรู้จักพี่ยุทธ์ได้ยังไง”

ทันทีที่รู้ว่า หญิงสาวทั้งสองคนรู้จักกัน

ประยุทธ์รู้สึกได้ถึงความอึดอัดเล็กๆ

ที่อธิบายไม่ถูก ว่าเป็นเพราะอะไร

ประยุทธ์ไม่เข้าใจความรู้สึกของตัวเอง

#MONEY202 #TheSideStoriesOfMoney101 #TheMoneyCoachTH

Categories
Uncategorized

ต้นทุนชีวิต

ต้นทุนชีวิต …

หลายครั้งที่ได้คุย หรือให้คำปรึกษากับผู้ส่งคำถามเข้ามา จะมีคำอยู่คำหนึ่งซึ่งหลายคนมักใช้เป็นเหตุผล ที่จะไม่พยายามทำอะไรเพิ่มเติมเพื่อแก้ปัญหา หรือไม่ก็อ้างเป็นอุปสรรคสำคัญ ที่ทำให้เขาทำไม่ได้เหมือนคนอื่น

คำๆนั้น ก็คือ คำว่า “ต้นทุนชีวิต”

คำว่า “ต้นทุนชีวิต” นี้เป็นคำที่มีความหมายแตกต่างกันไปในแต่ละคน

บ้างก็หมายถึง เงินทุนที่มีอยู่น้อย

บ้างก็หมายถึง การศึกษาที่มีอยู่จำกัด หรือไม่ตรงสาขา

บ้างก็หมายถึง Connection (สายสัมพันธ์) ที่ไม่มี หรือมีน้อย

บ้างก็หมายถึง อายุที่มากเกินไป หรืออีกนัยคือภาระครอบครัวที่ไม่ใช่ตัวเปล่าเล่าเปลือย ในทางตรงกันข้ามก็กลับมีคนหมายถึง อายุที่น้อยเกินไป ไร้ประสบการณ์

บ้างไม่รู้จะหมายถึงอะไร ก็เลยหมายแบบเหมาๆ รวมๆ ว่า “โอกาส” น้อยกว่าคนอื่นไปเลยก็มี

ไม่ว่าเราจะหยิบจับเรื่องอะไรมาเป็นเหตุผล

Categories
Uncategorized

ล้มเหลวสไตล์

ล้มเหลวสไตล์

หลายครั้งหลายตอนที่ผมมักจะเล่าถึงความสำเร็จทางการเงินของลูกศิษย์ แล้วก็เหมือนพลอยได้รับความดีความชอบไปกับผลสัมฤทธิ์เหล่านั้นด้วย

จนเริ่มมีหลังไมค์มาถามว่าแล้วลูกศิษย์โค้ชที่ไม่ประสบความสำเร็จหละมีบ้างมั้ย?”

คำตอบชัดๆ ตรงๆ เลย คือมี” … และมีมากกว่าคนที่ประสบความสำเร็จเสียด้วยสิ

ด้วยเหตุผลง่ายๆ ที่ The Money Coach เองก็เป็นคนธรรมดา ไม่ใช่เง็กเซียน ที่จะดลบันดาลให้คนที่มาเรียนด้วย เอาชนะกฎของโลก ที่ย่อมมีคนจริงจังตั้งใจ สู้ไม่ถอย น้อยกว่าคนที่ไม่จริงจัง ไม่ตั้งใจ อยู่แล้ว

แต่ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านการคุยการโค้ชผู้คนมามากมาย กล้าพูดได้เลยว่า พอดูคนเป็น พอดูคนออก ดูแล้วรู้เลยว่า แบบไหนมีโอกาสประสบความสำเร็จ และแบบไหนมีโอกาสล้มเหลว

วันนี้เลยอยากมาเล่าให้ฟังว่า แบบไหนที่ทำที่เป็นแล้ว ไม่ค่อยประสบความสำเร็จทางการเงิน ยกตัวอย่างมาให้อ่านกันพอสังเขป:

ความคิดจน : พวกนี้คือ คนที่ไม่ค่อยเชื่อว่าตัวเองประสบความสำเร็จทางการเงินได้ พูดอะไรไปก็ดูจะเป็นไปไม่ได้สำหรับตัวเอง พอพูดคำว่ามั่งคั่ง บางคนถึงกับหัวเราะแบบสบถกับตัวเองเบาๆ

ทั้งหมดมักเกิดจากระบบความเชื่อที่ถูกทำลายอันเนื่องมาจากความผิดหวังอันยาวนาน จนไม่คิดว่าอะไรเป็นไปได้แล้ว คำพูดติดปากของคนพวกนี้คือไม่มีทาง” “ยาก” “ถ้าได้อย่างนั้นก็ดีสิ” “โค้ชไม่เป็นผมโค้ชไม่รู้หรอกฯลฯ

ในฐานะที่เป็นโค้ชมาหลายปี บอกเลยว่าพวกนี้ยากมาก จนเงินยังสอนกันได้ แต่จนความคิดนั้นยากมากกกกกกกก

เจ้าพ่อเหตุผล : คนแบบนี้ไม่ว่าจะพูด จะคุย จะสอนอะไร เขามีเหตุผล (ข้ออ้าง) ที่ดีที่เขาจะทำไม่ได้เสมอ ประมาณว่าคนนั้นเขาทำได้ เพราะ ….” และข้าทำไม่ได้ เพราะ ….”

จะว่าไปอาการของข้อ 2) นี้มักมีเหตุลึกๆ มาจากข้อ 1) ผูกพันกันชนิดส่งผลถึงกันชัดเจน

ในขณะที่คนสำเร็จเขามักทำในสิ่งตรงกันข้าม นั่นคือ ไม่มีข้ออ้าง ลูกศิษย์ที่สำเร็จหลายคนคุยกับผมไม่กี่คำ ก็ลุย ก็ชน ไม่ต้องมาคุยเคลียร์ใจ เคลียร์ความรู้สึก เคลียร์ความเชื่อกันบ่อย ดูดพลังไปมาทั้งศิษย์ทั้งอาจารย์ เสียเวลา

จอมเล็ง : พวกนี้เจอกันกี่ครั้งก็พูดเรื่องโปรเจคเดิมๆ ที่ไม่ทำสักที หรือบางทีก็ตรงกันข้าม คือ มีโปรเจคใหม่ๆ ดีๆ มาเล่า มาโม้ มาแบ่งปันเพื่อนๆและอาจารย์อยู่เสมอ ชีวิตอยู่บนม้าหมุนตลอด คือ โยกไปโยกมาเหมือนเคลื่อนที่ แต่จริงๆแล้ว ไม่ได้ไปไหน

พวกนี้ติดเรื่องความกล้า กลัวความล้มเหลว ต้องใช้เวลาปรับความคิดกันพอสมควรเลยทีเดียว

อุปสรรคชีวิตเยอะ : พวกนี้เป็นพวกใจบางๆ รับทุกปัญหามาทำให้ตัวเองสลด หดหู่ได้หมด ไม่ว่าจะเป็น ชีวิตครอบครัว ความรัก การงาน การเงิน และไม่รู้จักที่จะเอาอุปสรรคต่างๆมาสร้างเป็นแรงขับทางบวก

ฯลฯ (เอาแค่นี้พอหอมปากหอมคอก่อน)

ลองดู ลองเช็คตัวเองนะครับว่า เรามีคุณสมบัติที่ไม่ค่อยดีทั้ง 4 ข้อนี้หรือเปล่า (ที่จริงแค่ข้อเดียวก็พอแล้ว ที่ชีวิตจะย่ำอยู่กับที่) แล้วลองปรับเปลี่ยนตัวเองดู เพื่อค่อยๆพัฒนาให้ตัวเองกลายเป็นผู้ประสบความสุขทางการเงินในที่สุด

เพราะสุดท้ายแล้ว ความสุขความสำเร็จที่คุณได้ที่คุณมี มันไม่ได้ดีกับคนที่เป็นโค้ช หรือใครหรอก ท้ายที่สุดแล้วมันก็ดีกับตัวคุณเองนั่นแหละ

เริ่มต้นด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน เหตุผลที่ทรงพลัง รักษาทิศทางและกำลังใจตลอดการเดินทาง

ส่วนโค้ชอย่างผม ก็แค่เรือจ้างครับ ใครถึงฝั่งแล้วก็ดีใจ ใครยังไม่ค่อยไปไหน ก็ยังรัก และให้กำลังใจกันต่อไป

#TheMoneyCoachTH

Categories
Uncategorized

การลงทุนเปลี่ยนชีวิต

การลงทุนเปลี่ยนชีวิต

หลังดู YouTube ออมหุ้น The Series จบครบ 5 ตอน

ประยุทธ์ตัดสินใจเปิดบัญชีกองทุนรวมหุ้น

เขากันเงินเดือน 5% หักลงทุนอัตโนมัติแบบ DCA

กับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) แห่งหนึ่ง

ตั้งใจว่าจะสะสมยาว 30 ปี ไว้สำหรับเกษียณ

เพิ่มเติมจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัท

ขณะนั่งรอเจ้าหน้าที่จัดการเอกสารเปิดบัญชี

เขาแอบสงสัยตัวเองว่า

ไปอยู่ที่ไหนมาตั้งนาน ถึงได้เริ่มลงทุนเอาป่านนี้

นี่ถ้าเริ่มเก็บเงิน และลงทุนตั้งแต่วันแรกที่ทำงาน

วันนี้เขาน่าจะมีเงินเก็บหลักแสนไปแล้ว

หลังสัมมนาหุ้นครั้งนั้น

ไม่เพียงแต่ประยุทธ์จะสนใจการลงทุนมากขึ้น

ดุจดาวเองก็ดูจะสนใจเขามากขึ้นด้วยเช่นกัน

ถึงวันนี้ ประยุทธ์ ไม่ต้องหลบหน้าดุจดาวแล้ว

ว่างยังคะพี่ พรุ่งนี้ไปดูอสังหาฯ กัน

สาวน้อยน้ำหวานทักไลน์มาหาเขา

พรุ่งนี้พี่นัดกับดาว จะไปฟังเรื่องกอง REIT ครับ

เดี๋ยวนี้ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดเลยเนอะ

ประยุทธ์นิ่งไม่ตอบไลน์หญิงสาว

พิมพ์ดาวก็หยุดส่งข้อความมาเช่นกัน

หลังเจอกันในงานสัมมนาหุ้นครั้งนั้น

ประยุทธ์เริ่มศึกษาเรื่องการลงทุนในทุกช่องทาง

เขาให้เวลากับดุจดาวและการลงทุนมากขึ้น

ในทางตรงกันข้าม เขาเริ่มให้เวลากับพิมพ์ดาวน้อยลง

หรือเขาเริ่มชัดเจนกับหัวใจตัวเองแล้ว

มาว่ามันชอบที่จะอยู่กับใคร?

ยุทธ์เหรอลูกนานมาแล้วที่เขาไม่ได้คุยกับแม่

แม่โทรมามีอะไรเหรอครับ หรือเงินไม่พอใช้

เงินกินหนะพอ แต่เงินลงทุนน้อยไปนิด

อะไรนะ แม่เนี่ยนะลงทุน

ประยุทธ์แทบไม่เชื่อหูตัวเอง

ก็ใช่นะสิ นี่ว่าจะโทรมาขอเงินแกไปลงทุนเพิ่ม

แม่ลงทุนอะไร?”

กองทุนออมจัดหนัก พ่อมานะ

กองทุนอะไรแม่ ชื่อประหลาด

ประหลาดอะไร ออมแค่ 1,000

จ่ายปันผลเดือนละตั้ง 999 บาท

แม่! นั่นมันแชร์ลูกโซ่แล้ว

อะไรคือแชร์ลูกโซ่

ก็พวกหลอกลวงไง มันไม่ใช่การลงทุนจริง

โง่แล้วอย่าอวดฉลาด

ตอนแรกแม่ก็คิดว่าหลอกลวง

เลยลงไปแค่หมื่นเดียว

มันได้คืนจริงๆ นะยุทธ์

คราวนี้แม่เลยจัดหนัก

นี่แม่ยืมน้าแกมา 2 แสน

นี่ก็ว่าจะโทรมาขอแกอีกสักแสนนึง

ฉิบหายละทีนี้

อะไรกัน ไอ้ลูกคนนี้ คนจะยืมเงินไปลงทุน

ดันพูดอะไรไม่เข้าท่า ปากอัปมงคล

#ไม่รู้ #โลภ #มักง่าย เท่ากับ #ฉิบหายลงทุน

ปล.

อยากดูคลิปออมหุ้น The Series เหมือนประยุทธ์

คลิกเลย

ตอนที่ : https://youtu.be/NBMceFJJjFA

ตอนที่ : https://youtu.be/Ng1lGvvrGpY

ตอนที่ : https://youtu.be/OWIYUJcQFbY

ตอนที่ : https://youtu.be/r3G6NweOdnY

ตอนที่ : https://youtu.be/KHu5qLRrAso

Categories
Uncategorized

“รายได้” ไม่ใช่ “ความมั่งคั่ง”

“รายได้” ไม่ใช่ “ความมั่งคั่ง”
เมื่อวานได้มีโอกาสทำรายการ​ “คุยต้องรวย” ร่วมกับน้าเน็ก โดยความตั้งใจแรก น้าเน็กกับผมต้องการทำรายการที่มีคอนเทนต์ตอบปัญหาทางการเงินให้กับผู้คนทางบ้าน ด้วยหวังว่าจะเป็นการช่วยเผยแพร่ความรู้การเงินให้กับคนไทยได้อีกช่องทางหนึ่ง
เปิดหัวสายแรกของรายการ เป็นน้องผู้ชายวัย 44 ปี รายได้ต่อเดือน 130,000 บาท ติดปัญหากู้เงินซื้อคอนโดมิเนียมเพื่อการลงทุน แต่ค่าเช่าไม่เพียงพอกับเงินผ่อนธนาคาร และทำให้กระแสเงินสดติดลบ
เคสนี้ไม่ใช่เรื่องยากในการแก้ไขปัญหา แต่ที่เป็นประเด็นและทำให้ผมอยากหยิบมาเล่าให้ฟังในวันนี้ก็คือ คอมเมนต์ทางเฟซบุ๊กและ YouTube ของผู้ฟังทางบ้าน
“เป็นไปได้ยังไง เงินเดือนเป็นแสนยังติดลบ ไม่อยากเชื่อ”
“แล้วคนเงินเดือนหลักหมื่นจะรอดเหรอ”
“อยากรู้จัง ใช้เงินยังไง”
“คนรวยเขายังไม่รอด เราไม่รอดก็ไม่แปลก”
ฯลฯ
ไม่ใช่เรื่องประหลาด หากหลายคนจะคิดกันแบบนี้
เพราะทุกวันนี้ยังมีหลายคนเข้าใจผิด และสับสนระหว่างคำว่า “รายได้” กับ​ “ความมั่งคั่ง”
ความเข้าใจผิดสำคัญนี้ เกิดจากการคิดแบบเทียบเอาเองว่า คนมีรายได้มาก คือ คนรวย (คนมีรายได้น้อย คือ คนจน) เพราะเมื่อมีรายได้มาก ก็น่าจะมีเงินซื้อและใช้ในแบบที่ต้องการได้ ไม่น่าจะมีปัญหาทางการเงิน และน่าจะรวยกว่าคนที่มีรายได้น้อย
ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่เลย!
จากประสบการณ์ให้ความรู้และแก้ปัญหาการเงินมา 15 ปี บอกได้เลยว่า รายได้เป็นแค่ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนเรามั่งคั่งขึ้น แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะตัววัดความมั่งคั่งที่จริงๆ ไม่ใช่ รายได้ แต่เป็น “รายเหลือ” หรือ เงินที่เราเหลือเก็บออมได้ในแต่ละเดือน มากกว่า
It’s not how much you earn, but how much you save.
คนเรามีถังตักน้ำเป็นสิบใบ แต่ทุกใบมีรูรั่วที่ก้นทั้งหมด ขยันตักน้ำตวงน้ำแค่ไหน ยังไงก็ได้ไม่มาก ตรงกันข้ามกับคนที่มีถังน้ำแค่ใบสองใบ แต่ไร้รูรั่ว อย่างหลังอาจเก็บน้ำได้มากกว่าก็เป็นได้
ทั้งนี้ ไม่ได้บอกว่าคนรายได้เยอะหรือมีรายได้หลายทางจะมีปัญหาการเงิน แต่ต้องบอกว่ามันไม่แปลกถ้าหากคนกลุ่มนี้จะมีปัญหา ทั้งนี้เพราะคนเรา เมื่อมีรายได้ที่มากขึ้น นั่นย่อมหมายถึง
โอกาสในการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
โอกาสในการตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่ต้องการได้มากขึ้น
เครดิตทางการเงินที่สูงขึ้น และ
โอกาสในการสร้างหนี้ได้ก้อนโตมากขึ้น
ประกอบกับหลายคนยังขาดความรู้ทางการเงิน จึงทำให้คนกลุ่มนี้มีโอกาสกระโดดเข้าสู่ปัญหาทางการเงินได้ไม่แพ้คนที่มีรายได้น้อย และหลายครั้งคนกลุ่มนี้เมื่อติดกับดักปัญหาทางการเงิน ก็มีแนวโน้มจะตกหลุมลึก ทั้งขนาดของปัญหา (รายได้มาก ก็กู้ได้มาก) และภาระหน้าตาทางสังคม ที่อาจจมได้ยากกว่า เพราะใครๆ ก็รู้ว่าเขารายได้เยอะ (หลายคนแก้ปัญหาด้วยการกู้วนไป เพื่อรักษาสถานะทางสังคม) ซึ่งนั่นก็อาจจะหมายถึง หนทางในการแก้ปัญหาที่ยุ่งและยากตามไปด้วย
จึงไม่แปลกที่หลายคนอาจยังไม่เข้าใจและสงสัยว่า “อะไรกัน หาเงินได้ตั้งเยอะขนาดนั้น ยังมีปัญหาอีกเหรอ”
Income is not Wealth.
รายได้ ไม่ใช่ ความมั่งคั่ง … การมีรายได้ที่มาก เป็นเพียงแค่ “โอกาส” ที่ดีในการสร้างความมั่งคั่งได้เร็วเท่านั้น
แต่ถ้าบริหารจัดการไม่เป็น ใช้จ่าย ออม และลงทุน ไม่ถูกต้อง สุดท้ายก็จะมีปัญหาทางการเงินเหมือนกัน และอาจจะใหญ่โตกว่าคนที่มีรายได้น้อยเสียด้วยสิ
#TheMoneyCoachTH