พร้อมชนความเสี่ยง

ในบทสภาพคล่องดี ผมได้เล่าถึงสองคำศัพท์ในโลกการเงินไปแล้ว นั่นคือคำว่า “สภาพคล่อง” และ “ความมั่งคั่ง” แล้วก็ยังเล่าถึงความสัมพันธ์ของคำศัพท์ทั้งสองว่าเชื่อมโยงกันง่ายๆ ด้วยการบริหารค่าใช้จ่ายให้เหลือสะสมในรูปทรัพย์สิน จนกลายเป็นความมั่งคั่งให้กับชีวิตในท้ายที่สุด

แต่การเงินในชีวิตจริง ใช่ว่าทุกอย่างจะง่ายดัั่งใจนึก แค่เหลือเงินสะสมไปเรื่อยๆ ก็ถึงเป้าหมายความมั่งคั่งได้

เพราะระหว่างที่เรากำลังสะสมความมั่งคั่ง มีเรื่องราวร้อยแปดที่อาจเป็นภัยกับความมั่งคั่งของเราเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการเสียชีวิต เจ็บป่วย ประสบอุบัติเหตุ การขาดหายไปของรายได้* ความรับผิดชอบจากหน้าที่การงาน ภาระค้ำประกัน รวมไปถึงเรื่องไม่คาดฝันของบุคคลในอุปการะ ฯลฯ

Tip : การขาดหายไปของรายได้ เราจะสำรองรับความเสี่ยงกันด้วย “เงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน” ศึกษาได้ในบท “มีเสบียงสำรอง”

1. ความเสี่ยงต่อบุคคล

ได้แก่ การเสียชีวิต การเจ็บป่วย ทุพพลภาพ และการเกิดอุบัติเหตุ

2. ความเสี่ยงต่อทรัพย์สิน

ได้แก่ การสูญหาย หรือเสียหายของทรัพย์สินที่เราเป็นเจ้าของ

3. ความเสี่ยงต่อการรับผิด

ได้แก่ ความรับผิดในหน้าที่การงาน การค้ำประกัน

บุคคลทั่วไป

ความเสี่ยงทางการเงินหลักๆ มี 3 เรื่อง

1. ความเสี่ยงต่อบุคคล
2. ความเสี่ยงต่อทรัพย์สิน
3. ความเสี่ยงต่อการรับผิด

การจัดการความเสี่ยง

ในบทนี้ ผมขอเน้นไปที่เรื่องของการจัดการความเสี่ยงต่อบุคคก่อน ซึ่งมีแนวทางจัดการความเสี่ยงที่สำคัญอยู่ 2 แนวทางด้วยกัน

สำหรับการป้องกันนั้น เน้น การหลีกเลี่ยง และ ลดโอกาส ในการเกิดปัญหา ซึ่งจะว่าไปก็เป็นวิธีการที่ดีที่สุด เพราะถ้าภัยไม่เกิดหรือเกิดได้ยาก ความเสี่ยงหรือ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเงินทองของเราก็จะลดน้อยลงไปด้วย

ตัวอย่าง การป้องกัน

เช่น หากกลัวเรื่องการเสียชีวิิต แนวทางที่ดีก็คือหลีกเลี่ยงการกระทำที่ทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิต (ทุกคนรู้ว่าอะไรบ้างที่เสี่ยง) และลดโอกาสในการเสียชีวิตด้วยการดูแลสุขภาพใน 4 ส่วนสำคัญคือ

1. นอนพักผ่อนในเพียงพอ อย่างน้อยวันละ 6-7 ชั่วโมง

2. กินอาหารที่ดี มีประโยชน์ อย่างเพียงพอ

3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

4. ควบคุมอารมณ์ไม่ให้เครียดและหงุดหงิดง่าย

โดยส่วนตัวผมเอง พออายุมากขึ้นก็เริ่มดูแลสุขภาพมากขึ้น และพบเลยว่า “การนอนให้เพียงพอ” คือจุดเริ่มต้นของสุขภาพที่ดี คนนอนไม่พอ ก็จะหิวไม่เป็นเวลา อยากกินของหวานๆ ของเค็ม หรือบางคนก็เบื่ออาหารไปเลยก็มี พอนอนไม่พอ ก็เลยทำให้ไม่อยากออกกำลังกาย และที่สำคัญที่สุด พอนอนน้อยอารมณ์ก็แปรปรวน พาลให้อารมณ์เสียง่าย

ดังนั้นถ้าอยากรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ลดโกาสการเจ็บไข้ได้ป่วย แนะนำเลยครับ “จัดเวลานอนให้เพียงพอ”

ถึงแม้เราจะป้องกันตัวเองอย่างไร ก็ใช่ว่าภัยจะไม่เกิด ซึ่ง การวางแผนรับมือ ก็คือการเตรียมสถานะและเครื่องมือทางการเงินไว้ให้พร้อมจัดการกับภัยที่อาจเกิดขึ้น โดยแนวทางที่นิยมใช้กันมี 2 วิธี ดังนี้

2.1 การรับความเสี่ยงไว้เอง

การรับความเสี่ยงไว้เองนี้ ไม่ได้หมายถึงการรอให้ความเสี่ยงเกิดขึ้นแล้วค่อยจัดการตามมีตามเกิด แต่มันคือการเตรียมพร้อม โดยประเมินผลกระทบไว้เรียบร้อยแล้วว่าแค่ไหน อย่างไร และทำให้มั่นใจว่าตัวเองพร้อมรับมือกับภัยที่จะเกิดได้

ตัวอย่าง

เช่น หากพิจารณาภัยจากการเจ็บป่วยเล็กน้อย ไม่สบาย ปวดหัวตัวร้อน หลายคนอาจไม่เลือกซื้อประกันแบบผู้ป่วยนอก (OPD) แล้วเลือกที่จะจ่ายเมื่อเจ็บป่วยจริงด้วยเงินเก็บเงินออมที่มีไปแบบครั้งต่อครั้ง มากกว่าจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายคงที่กับเบี้ยประกัน

หรืออย่างเพื่อนของผมที่คุณพ่ออายุเกิน 65 ปี เคยมีประวัติเป็นโรคมะเร็งมาก่อน แต่รักษาหายไปแล้วครั้งหนึ่ง ทำประกันสุขภาพไม่ได้ เพื่อนของผมและน้องสาวของเขาจึงช่วยกันเก็บเงินคนละ 400,000 บาท รวม 800,000 บาท ฝากไว้ในบัญชีร่วมกัน เอาไว้เป็นทุนในการรักษา หากโรคร้ายกลับมาเยือนคุณพ่ออีกครั้ง แบบนี้ก็เป็นแนวทางของการรับความเสี่ยงไว้เอง


 

2.2 การประกัน

สำหรับแนวทางการใช้ประกันนั้นหลายท่านจะรู้จักและคุ้นเคยกันแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ประกันโรคร้ายแรง และประกันอุบัติเหตุ ซึ่งผมอยากหยิบยกมาเล่าเป็นเรื่องๆ เพื่อเป็นแนวทางในการจัดการความเสี่ยงอย่างง่ายๆ สำหรับทุกคน ดังนี้

 

ประกันชีวิต (Life Insurance)

สองคำถามที่ผมถูกถามอยู่บ่อยๆ ในการบรรยายเรื่องความเสี่ยง ก็คือ

1. ความเสี่ยงต่อบุคคล

ได้แก่ การเสียชีวิต การเจ็บป่วย ทุพพลภาพ และการเกิดอุบัติเหตุ

2. ความเสี่ยงต่อทรัพย์สิน

ได้แก่ การสูญหาย หรือเสียหายของทรัพย์สินที่เราเป็นเจ้าของ

3. ความเสี่ยงต่อการรับผิด

ได้แก่ ความรับผิดในหน้าที่การงาน การค้ำประกัน

เมื่อรู้ว่าตัวเองจำเป็นต้องซื้อประกันชีวิต ถัดมาก็ต้องมาดูกันว่า แล้วทุนประกันชีวิตสักเท่าไหร่ที่จะตอบโจทย์ความเสี่ยงและภาระทางการเงินของตัวเอง

หลักการคำนวณทุนประกัน โดยพิจาณาความจำเป็น (Basic Needs) เป็นเกณฑ์ตัดสินใจสามารถเขียนเป็นสมการเพื่อการคำนวณอย่างง่ายๆ ได้ดังนี้

ทุนประกันที่จำเป็น

= ความจำเป็น – ทรัพย์สินและทุนประกันที่มี

= (ภาระหนี้สิน + มรดก) – (ทรัพย์สินที่มี + ทุนประกันที่มี)

เมื่อรู้แล้วว่าตัวเองมีความจำเป็นต้องทำประกัน และรู้แล้วด้วยว่าจำเป็นต้องมีทุนประกันไว้สักเท่าไหร่

เพื่อจะได้จัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกรณีที่เราเสียชีวิตได้อย่างเพียงพอ สุดท้ายก็ต้องมาเลือกแบบประกันชีวิต ซึ่งมีผลทั้งต่อเงื่อนไขความคุ้มครองและต้นทุน (เบี้ยประกัน) ที่เราต้องจ่ายเพื่อความคุ้มครองที่ต้องการ

รูปแบบประกันชีวิต

มีให้เลือกหลายแบบ และมีรายละเอียดสำหรับ ดังต่อไปนี้

จุดเด่น / ประโยชน์หลักๆ

  • เหมาะสำหรับจัดการภาระหากเสียชีวิต หรือเป็นมรดกแก่ลูกหลาน
  • ให้ความคุ้มครองยาว ได้รับเงินประกันเมื่อเสียชีวิต หรือเมื่อครบ อายุ 90 หรือ 99 ปี (แล้วแต่กรมธรรม์)

คำแนะนำ / ข้อควรระวัง

  • เบี้ยประกันค่อนข้างถูก
  • เหมาะสำหรับจัดการความเสี่ยงเริ่มต้น

จุดเด่น / ประโยชน์หลักๆ

  • เน้นการออม
  • มีการการันตีเป้าหมายเงินออมที่จะได้รับเมื่อครบอายุกรมธรรม์

คำแนะนำ / ข้อควรระวัง

  • ทุนประกันไม่สูง เมื่อเทียบกับแบบอื่นที่ส่งเบี้ยเท่าๆ กัน
  • ไม่เหมาะสำหรับการทำเพื่อเน้นความคุ้มครอง

จุดเด่น / ประโยชน์หลักๆ

  • คุ้มครองความเสี่ยงระยะสั้น (5-15 ปี)
  • เลือกระยะเวลาคุ้มครองได้

คำแนะนำ / ข้อควรระวัง

  • เบี้ยประกันถูกที่สุด
    แต่เป็นแบบจ่ายทิ้งปีต่อปี
  • ไม่มีมูลค่าเงินสดในกรมธรรม์ ครบอายุกรมธรรม์ไม่มีเงินคืน

จุดเด่น / ประโยชน์หลักๆ

  • มีการนำเบี้ยประกันส่วนหนึ่งไปลงทุนในกองทุนรวม ปรับสัดส่วนระหว่างเบี้ยประกันกับเงินลงทุนได้
  • มีความยืดหยุ่มสูง ปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา

คำแนะนำ / ข้อควรระวัง

  • มีโอกาสได้รับผมตอบแทนสูงกว่าประกันแบบอื่น
  • แต่ก็มีความเสี่ยงเพิ่มเข้ามาด้วย

ประกันสุขภาพและประกันโรคร้ายแรง (Health Insurance)

เรื่องของสุขภาพเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีค่าใช้จ่ายเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ไม่น้อยเลย ไม่ว่าจะเจ็บป่วยนิดหน่อย ไปจนถึงโรคร้ายแรง ซึ่งในมุมนี้ประกันก็เป็นตัวช่วยในการจัดการความเสี่ยงดังกล่าวได้เป็นอย่างดีครับ

แต่ก่อนที่เราจะพิจาณาการทำประกันสุขภาพและประกันโรคร้ายแรง ซึ่งมีต้นทุนอยู่พอสมควร เราอาจพิจารณาสิทธิหรือสวัสดิการพื้นฐานที่มีอยู่เป็นตัวช่วยในลำดับแรกก่อนได้ ซึ่งสิทธิขั้นพื้นฐานที่ว่า มีดังต่อไปนี้

นอกจากนี้ บางท่านอาจมีสวัสดิการเพิ่มเติมจากที่ทำงาน เช่น ประกันสุขภาพ และประกันอุบัติเหตุ เป็นต้น เมื่อรวมกันกับสวัสดิการพื้นฐานข้างต้น ก็ให้ลองพิจารณาดูก่อนว่าเพียงพอต่อความเสี่ยงด้านสุขภาพของเราหรือไม่ ก่อนตัดสินใจทำประกัน

อย่างไรก็ดี หากคิดว่าสวัสดิการที่ได้รับไม่เพียงพอ ก็อาจเลือกซื้อประกันสุขภาพแบบประกันโรคร้ายแรงเพิ่มเติมให้กับตัวเองได้ โดยในการเลือกซื้อประกันสุขภาพนั้น สิ่งที่ต้องพิจาณามีดังต่อไปนี้

หลักการเลือกซื้อ ประกันสุขภาพ

      โดยทั่วไปประกันสุขภาพมีรูปแบบความคุ้มครอง 2 แบบด้วยกัน คือ

       1.1) แบบแยกค่าใช้จ่ายแต่ละรายการ เช่น ค่าห้อง ค่าผ่าตัด ค่าตรวจวินิจฉัย ฯลฯ โดยมีวงเงินจำกัด

       1.2) แบบเหมาค่าใช้จ่ายตามจริง แต่ไม่เกินวงเงินโดยรวมที่กำหนดไว้

ทั้งนี้แบบแยกค่าใช้จ่ายมีข้อเสียที่จำกัดวงรายจ่ายแต่ละรายการไว้ แต่ก็มักมีค่าเบี้ยประกันไม่สูง

ในขณะที่แบบเหมาค่าใช้จ่ายนั้น เข้าใจรายละเอียดง่าย ข้อจำกัดในการเคลมไม่มาก (เพราะระบุเป็นค่าใช้จ่ายรวม) แต่ก็มักมีเบี้ยประกันสูงกว่าแบบแรก

ประกันสุขภาพเป็นประกันที่ซื้อแบบปีต่อปี (หรือที่นิยมชอบเรียกกันว่า “ซื้อทิ้ง”)

สิ่งที่เราต้องสนใจ คือ ถ้าซื้อต่อเนื่องกันไป จะซื้อเพื่อคุ้มครองความเสี่ยงให้กับเราได้นานแค่ไหน เพราะยิ่งอายุมากขึ้น ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพก็จะขยับเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

ดังนั้น จึงต้องพิจารณาเรื่องของการต่อระยะเวลาคุ้มครองเป็นประเด็นสำคัญด้วย เพราะบริษัทประกันบางแห่งหรือประกันบางแบบก็ต่ออายุได้ถึง 70 ปี บางแบบก็มีที่ต่อได้ถึง 90 …ถ้าต่อได้ยาว ก็จะช่วยเราจัดการความเสี่ยงจากปัญหาสุขภาพได้เป็นอย่างดี

สำหรับคนที่ซื้อประกันสุขภาพเป็นสัญญาเพิ่มเติม (อนุสัญญา) จากการซื้อประกันชีวิต (ซื้อคู่กัน) อาจต้องพิจารณาระยะเวลาสิ้นสุดของประกันชีวิตหลักด้วย เพราะเมื่อประกันชีวิตหลักสิ้นสุดสัญญา ประกันสุขภาพหรือประกันโรคร้ายแรงที่ซื้อเพิ่มเติมก็จะหมดความคุ้มครองไปด้วย ในกรณีที่ต้องการซื้อคู่กัน ประกันชีวิตแบบตลอดชีพก็อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสม

โดยทั่วไปประกันสุขภาพจะมีช่วงเวลาที่เรียกว่า “ระยะเวลารอคอย” ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เราจะยังไม่สามารถเคลมประกันสุขภาพได้ แม้ว่าจะเกิดการเจ็บป่วยในช่วงเวลานั้น เหตุผลเพื่อเป็นการป้องกันตัวเองของทางบริษัทประกัน โดยปกติจะกำหนดไว้ 30 วัน สำหรับกรณีเจ็บป่วยด้วยโรคทั่วไป และ 90-180 วัน สำหรับกรณีเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงหรือแล้วแต่ตามที่ระบุไว้

อีกประเด็นหนึ่งคือ การยกเว้นการคุ้มครองกับโรคร้ายแรงที่เราเคยเป็น เคยมีประวัติการรักษามาก่อนทำประกัน และอาจมีการยกเว้นไม่คุ้มครองโรคบางโรค ซึ่งตรงนี้เราต้องตรวจสอบรายละเอียดให้ดีตั้งแต่ตอนตัดสินใจทำประกัน

ประกันอุบัติเหตุ (Personal Accident)

ประกันอุบัติเหตุเป็นประกันที่ใช้สำหรับคุ้มครองความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับร่างกาย อันได้แก่ บาดเจ็บ สูญเสียอวัยวะ พิการ และชีวิต ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นจะกระทบกับความมั่งคั่งของเราไม่มากก็น้อย ข้อดีของประกันอุบัติเหตุก็คือ เบี้ยประกันค่อนข้างถูก เมื่อเทียบกับความคุ้มครอง เบี้ยประกันคงไม่ปรับเพิ่มตามอายุ และคุ้มครองแม้บาดเจ็บเพียงเล็กน้อย

มีน้องคนหนึ่งเคยมาขอคำปรึกษาเรื่องการทำประกันชีวิต เมื่อพูดคุยรายละเอียดความเสี่ยงด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทางสุขภาพ ลักษณะนิสัย หรือความเสี่ยงจากหน้าที่การงาน ถือว่าความเสี่ยงต่อชีวิตต่ำมาก และเนื่องจากน้องคนนั้นมีเงินเก็บไม่พอชำระเบี้ยประกันชีวิต เลยแนะนำให้ทำประกันอุบัติเหตุ ที่จะคุ้มครองความเสี่ยงที่ตรงกับความเสี่ยงของตัวเขาจริงๆ ภายใต้ทุนทรัพย์ที่มี นั่นก็คือใช้แทนประกันชีวิตไปก่อน

เพราะเมื่อโอกาสในการเสียชีวิตจากโรคร้ายต่างๆ น้อย ก็คงเหลือโอกาสในการเสียชีวิตจากเหตุไม่คาดฝัน เป็นความเสี่ยงที่อยู่นอกเหนือความควบคุมของเรา ดังนั้นการซื้อประกันอุบัติเหตุตามกำลังทรัพย์ไปก่อน จึงน่าจะเป็นทางออกที่เหมาะสม

ทั้งหมดนี้คือ แนวทางจัดการความเสี่ยงทางการเงินส่วนบุคคล ก่อนจะข้ามไปบทต่อไป ผมแนะนำให้คุณผู้อ่านประเมินความเสี่ยงทางการเงินของตัวเอง และวางแผนจัดการความเสี่ยงตามแนวทางที่ได้บอกเล่าไว้ดูครับ

จำไว้ว่า...เตรียมพร้อมรับมือกับเรื่องร้ายๆ แล้วชีวิตคุณจะพานพบแต่เรื่องดีๆ ครับ

“รู้แล้วไม่ทำ เท่ากับ ไม่รู้”

WORKSHOP

เลือกประกันความเสี่ยงที่เหมาะกับคุณ!

  • เขียนรายการความเสี่ยงทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นกับคุณ
  • วางแผนจัดการความเสี่ยงแต่ละด้าน
    – ความเสี่ยงใดที่คุณเลือกใช้วิธี “ป้องกัน”?
    – ความเสี่ยงใดที่คุณเลือกใช้วิธี “วางแผนรับมือ”?
  • คำนวณทุนประกันที่ “จำเป็น” ของคุณ
  • เลือกรูปแบบประกันที่เหมาะสมกับความเสี่ยงทางการเงินของคุณ พร้อมระบุเหตุผล

ขอให้ได้ผลลัพธ์ทางการเงินที่ดีครับ 🙂