Categories
Blog

บ่อน้ำแห่งความหวัง

บ่อน้ำแห่งความหวัง


ในอดีตราวปี 2540 ผมเป็นคนหนึ่งที่เคยประสบปัญหาหนี้อย่างหนัก ธุรกิจครอบครัวล้มละลาย หนี้สินรุมเร้า หารายได้ได้น้อยกว่ารายจ่ายหลายเท่าตัว และรายจ่ายเกินกว่าครึ่งเป็นรายจ่ายจากหนี้ ช่วงเวลานั้นไม่ต้องพูดถึงเรื่องการออม แค่จัดสรรให้พอกินในแต่ละเดือนยังลำบาก
จำได้ว่าตอนพยายามแก้ไขปัญหาผมขยันมาก นอกจากงานประจำที่ทำตั้งแต่จันทร์-ศุกร์แล้ว ทุกเย็นช่วงหัวค่ำถึงเที่ยงคืนและวันเสาร์อาทิตย์ ก็ยังทำอาชีพเสริมด้วย หาเงินได้เยอะ แต่ได้มาก็ใช้หนี้ไปจนหมด ไม่มีเหลือ
จนวันหนึ่งเริ่มสงสัยและตั้งคำถามกับตัวเองว่า “เมื่อไหร่หนี้จะหมด” และ “เมื่อไหร่เราจะได้เริ่มเก็บออม มีอะไรเป็นของเราเองบ้างเสียที”


ต้องยอมรับว่า ความรู้สึกแบบนี้ไม่ดีเลยครับ มันเป็นความรู้สึกที่โคตรหดหู่ สิ้นหวัง เหมือนใช้ชีวิตผ่านไปวัน ๆ ยิ่งเวลาล่วงเลยไป ก็จะยิ่งรู้สึกมากขึ้น เพราะเหมือนชีวิตไม่คืบหน้า ผ่านไป 5 ปี 10 ปี ชีวิตดูแย่มากเหมือนเทียบกับเพื่อนในวัยเดียวกันที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัวกันอย่างสนุกสนาน
จากที่อัตคัดใช้จ่าย เริ่มกลายเป็นความรู้สึกไม่ภูมิใจในชีวิตตัวเอง และมันแอบบั่นทอนความมั่นใจในตัวเองมากขึ้นทุกวัน (ใครที่กำลังเจอปัญหาหนี้อยู่ น่าจะเข้าใจความรู้สึกนี้)
ลองคิดตามง่าย ๆ คนเราขยันทำงานไป 30 วัน พอถึงสิ้นเดือนคนอื่นได้เงินเราไปหมด เริ่มตั้งแต่รัฐบาล (ภาษี) เจ้าของบ้านที่เราเช่า หรือธนาคารที่เราผ่อนบ้านอยู่ ร้านค้าร้านข้าว บริษัทบัตรเครดิต ฯลฯ ทุกคนได้เงินเราหมด สิ้นเดือนมีเราคนเดียวที่ไม่ได้อะไรเลย


สุดท้ายผมเลยเปลี่ยนวิธีการจัดการเสียใหม่ ทุกครั้งที่ได้เงินมาจะหักให้ตัวเอง 3% ก่อนให้คนอื่น แล้วค่อยวางแผนจัดการเงินที่เหลือ เอาเข้าจริงพอทำแบบนี้มันก็ไม่ได้ลำบากมากขึ้นสักเท่าไหร่ เรียกว่าไม่รู้สึกเลยก็ได้ เพราะมันไม่ได้เยอะถึงขนาดทำให้ชีวิตมีปัญหาเพิ่มมากขึ้น ในทางตรงกันข้ามเมื่อสะสมนานเข้า มันจะเริ่มมากพอที่จะเสริมสร้างกำลังใจในการต่อสู้กับปัญหาให้กับเราได้
ผมเรียกเงินสะสมก้อนเล็ก ๆ นี้ว่า “บ่อน้ำแห่งความหวัง”
เป็นเหมือนแหล่งกำลังใจเล็ก ๆ ที่คอยเสริมพลังให้กับเราในวันที่เจอปัญหา ให้รู้สึกว่าที่เราเหนื่อยหนักทั้งเดือนมันไม่ได้เสียเปล่า มันมีเหลือสะสมไว้ให้ตัวเองด้วย เป็นเหมือนเครื่องแสดงความก้าวหน้าของชีวิตทีละเล็กละน้อย ทำให้มีกำลังใจเดินหน้าต่อสู้กับปัญหาได้


ทุกวันนี้เวลาใครมาขอคำปรึกษาเรื่องแก้ปัญหาหนี้ ผมจะเริ่มต้นด้วยการให้ผู้ขอคำปรึกษาทำงบรายรับรายจ่าย และงบแสดงสถานะการเงิน (รายการทรัพย์สินหนี้สิน) เพื่อตรวจสอบดูว่าเงินขาดเหลือเท่าไหร่ ใครที่เป็นหนี้และไม่มีเงินออม ผมก็จะแนะนำให้เขาเริ่มหักออมแบบอัตโนมัติ จะใช้บัญชีเงินฝากธนาคาร เงินฝากสหกรณ์ กองทุนรวมตลาดเงิน หรือกองทุนรวมตราสารหนี้ ก็ได้หมด ไม่มีอะไรผิดกติกา
ช่วงแรกคนที่มาขอคำปรึกษาก็มักจะติดกับความคิดเดิมที่ว่า “ไม่พอกินแล้วจะออมยังไง” และ “เอาเงินไปใช้หนี้เพิ่มดีกว่ามั้ย ดอกเบี้ยแพงจะตาย” แต่พอพูดคุยปรับความคิด แล้วก็ชวนให้ลองโดยบอกว่า “ก็ถ้าวิธีการเดิมที่เคยทำ มันไม่ได้ผล ไม่ทำให้ชีวิตดีขึ้น ทำไมไม่ลองเปลี่ยนวิธีการดูบ้างหละ” เรียกว่าต้องปรับจูนกันพอสมควรกว่าจะยอมทำตาม


เมื่อปีก่อนผมจัดโครงการอภินิหารความรู้การเงิน ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ผู้เข้าโครงการทั้งหมดล้วนเป็นหนี้หนัก เงินไม่พอกินใช้ แถมยังต้องหยิบยืมคนอื่นทุกเดือน เพราะเงินรายได้ถูกหักหน้าซองไปเกือบหมดตั้งแต่วันเงินเดือนออกแล้ว
สิ่งที่ผมทำ คือ บังคับผู้เข้าโครงการให้เปิดบัญชีเงินฝากประจำ หรือกองทุนรวมตราสารหนี้ (เน้นลงทุนพันธบัตร) หักออมวันเงินเดือนออก เดือนละ 500 บาท ทุกคนที่เข้าโครงการต้องทำกันทุกคน ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีบางคนไม่เห็นด้วย บางคนบ่นหนักมาก (ฮา) แต่สุดท้ายทุกคนก็ยอมทำตามแต่โดยดี
เรียกว่า แก้หนี้ไปด้วย ออมไปด้วย แล้วก็สอนหารายได้เพิ่ม เพื่อจะได้มีพอกินใช้ และเพื่อให้ออมเงินได้มากขึ้นด้วย
สุดท้ายตอนจบโครงการ แทบทุกคน (มีบางคนล้มเลิกความตั้งใจไปก็มี) มีเงินเก็บตกคนละ 6 พันกว่าบาท บางคนพอเก็บได้ก็เริ่มมีกำลังใจ อยากที่จะออมเพิ่ม เก็บเงินได้หลักหมื่นเลยก็มี


เมื่อสอบถามเหตุผลที่เก็บเงินได้ แทบทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เกิดจากการถูกหักออมก่อนใช้แบบอัตโนมัติ และเมื่อถามถึงเหตุผลที่ไม่ยกเลิกกลางคัน ทุกคนพูดเหมือนกันเลยว่า “แต่ก่อนไม่เคยเก็บเงินได้เลย พอเก็บได้ก็มีกำลังใจ อยากเก็บต่อ อยากเก็บได้เพิ่ม”
ที่ยอดเยี่ยมไปกว่าการเก็บเงินก็คือ ทุกคนมีกำลังใจในการแก้ไขปัญหาหนี้มากขึ้น อยากให้หนี้หมดไปเร็ว ๆ เพราะรู้สึกเสียโอกาสที่ต้องเอาเงินไปจ่ายดอกเบี้ยหนี้สินที่ยืมมา แทนที่จะนำมาเก็บสะสมเป็นความมั่งคั่งของตัวเอง


แม้เมื่อจบโครงการ ผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมดจะไม่ได้หมดหนี้ แต่พวกเขาก็สู้จนกระทั่งมีกระแสเงินสดเป็นบวก มีกิน มีใช้ มีเหลือเก็บ การเงินไม่ติดลบ เริ่มมีหลายได้ทางที่สอง และหนี้ค่อย ๆ ลดลง
ทั้งหมดนี้ คือ เรื่องราวของ “บ่อน้ำแห่งความหวัง” ที่ผมอยากแนะนำให้ผู้ที่กำลังประสบปัญหาทางการเงิน สร้างเป็นสินทรัพย์ทางการเงิน และสินทรัพย์ด้านพลังใจให้กับตัวเอง เพื่อต่อสู้กับปัญหาที่กำลังรุมเร้าชีวิตอยู่
ไม่มีใครไม่รู้วิธีแก้หนี้ เพราะมันก็แค่พยายามหาเงินไปใช้คืนเขา แต่สิ่งที่ยาก คือ การรักษากำลังใจให้สู้กับหนี้ไปได้ตลอดจนผ่านพ้นปัญหาได้ และผมเชื่อมั่นว่า บ่อน้ำแห่งความหวัง คือ คำตอบของการสร้างกำลังใจให้กับตัวเองได้เป็นอย่างดี


ใครที่ยังไม่มีบ่อน้ำนี้ อยากให้ลองเริ่มต้นดูนะครับ


#TheMoneyCoachTH