ค้นหาจึงค้นพบ

crystallball

หนึ่งในคำถามที่เด็กเรียนจบใหม่ๆ หรือทำงานไม่ถึง 5 ปี มักถามผมอยู่เสมอก็คือ …

“ทำอย่างไร ถึงจะค้นพบตัวเอง? ว่าเราเหมาะกับอะไร หรือควรประกอบอาชีพอะไรดี”

ทุกครั้งที่ถูกถาม ผมมักจะตอบกลับไปด้วยคำตอบเดิมเสมอ นั่นคือ … กูก็ไม่รู้หวะ!! (ฮา)

ที่ตอบไปเช่นนี้ก็เพราะ ผมมีความเชื่อโดยส่วนตัวว่า … เราไม่มีทางรู้หรอกว่าตัวเราเหมาะกับอะไร จนกว่าเราจะมีประสบการณ์ในสิ่งที่เราสนใจ (หรือกิจกรรมต้องสงสัย) มากพอ ..

ดังนั้น นอกจากจะเลี่ยงไม่ตอบตรงๆแล้ว ผมยังมักแนะนำให้น้องๆที่เพิ่งเรียนจบใหม่ เปิดโอกาสให้ตัวเอง ลองคิด ลองทำ ลองลุย กับทุกโอกาสที่ผ่านเข้ามาอย่างเต็มกำลัง และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ทั้งในแง่ความรู้ ความเข้าใจ และความรู้สึกต่อสิ่งที่ทำ สั่งสมให้มากเข้าไว้

สุดท้ายแล้วสิ่งใดจะใช่ตัวเราหรือไม่ใช่นั้น ให้พิจารณาดูจิต ดูใจของตัวเองว่า เวลาได้อยู่กับสิ่งนั้นงานนั้น เรารู้สึกอย่างไร (เอาความรู้สึกล้วนๆเลยนะ เหตุผลไม่ต้องเลย)

ถ้ารู้สึกดี มีความสุข สนุก ท้าทาย อยากอยู่กับงานนั้นหรือส่ิงนั้นได้ทั้งวัน … อันนี้ผมว่าน่าจะใช่นะ!

เหมือนกับเวลาเรารักใครสักคน ที่ไม่เห็นต้องอธิบายเหตุและผล ว่าทำไมต้องเป็นคนนี้เพราะอะไร หรือตีความหมายกันให้เสียเวลาว่า แบบนี้ใช่รักมั้ย เรียกว่าชอบใช่มั้ย?

แค่รู้สึกดี แค่รู้ตัวว่ามีความสุขเวลาที่ได้อยู่ใกล้ๆ แค่นี้ก็ถือได้ว่าเป็นเหตุเป็นผลมากพอสมควรแล้ว

โดยส่วนตัวผมคิดว่า ปัญหาสำคัญที่สุดที่ทำให้คนเราไม่สามารถค้นพบตัวเองได้สักที น่าจะเป็นเพราะเล็งผลเลิศในสิ่งที่จะเลือกมากจนเกินไป กลัวเสี่ยง กลัวเลือกแล้วได้ผลลัพธ์ไม่ดี จนสุดท้ายเลยไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง เพราะเล็งกันนาน กะว่าเลือกปุ๊บ ทำปั๊บ แล้วมันต้องใช้เลย เจอเลย

เคยมีลูกศิษย์ของผมบางคนกล่าวตัดพ้อในทำนองที่ว่า ถ้าลองไปเรื่อย ทำไปเรื่อย กว่าจะเจอสิ่งที่ใช่คงเสียเวลาแย่ ที่สำคัญ ต้องเอาเวลาไปเรียนรู้อะไรอีกตั้งหลายอย่าง แล้วถ้าเรียนไปแล้วมันเกิดไม่ใช่เราขึ้นมา การเรียนรู้ดังกล่าวก็จะกลายเป็นเรื่องเสียเวลาไปหรือเปล่า?

ฟังแล้วก็ตลกดีเหมือนกัน เพราะหากมองย้อนกลับไปดูชีวิตในวัยเรียน ตั้งแต่ประถมจนถึงมหาวิทยาลัย ก็มีหลายเรื่องนะที่เรานั่งอดทนเรียนกัน ทั้งที่ก็ยังไม่รู้เลยว่าจะได้ใช้มันในวันข้างหน้าหรือเปล่า (แล้วหลายเรื่องก็ไม่ได้ใช้จริงๆด้วยสิ)

เรื่องนี้ผมเชื่อในทฤษฎีลากเส้นต่อจุดของสตีฟ จ๊อบส์ ครับ

นั่นคือ สิ่งที่เราได้เรียนรู้ และประสบการณ์ที่เราได้สั่งสมไว้ในอดีต จะถูกเชื่อมต่อกับเรื่องราวในอนาคต และในท้ายที่สุด จะได้นำมันกลับมาใช้ประโยชน์กับชีวิตในวันข้างหน้าได้อย่างแน่นอน

สมัยเรียนมหาวิทยาลัย มีหลายครั้งที่ผมไม่ได้นั่งอยู่ในห้องเรียน (บ่อยด้วย …​​ ฮา) แต่เอาเวลาไปนั่งทำหนังสือ ทำวารสารให้นิสิตในคณะอ่านกัน

ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรมาก ก็แค่สนใจและอยากลองทำหนังสือ อยากลองเขียนบทความให้คนอื่นได้อ่าน ได้วิพากษ์วิจารณ์กัน ชอบเวลาคนอื่นพูดถึงงานเรา แม้ว่าทำออกมาแล้วจะมีทั้งที่ได้เรื่องบ้าง และไม่ได้เรื่องบ้าง แต่ก็ไม่เคยท้อ ตรงกันข้ามกลับย่ิงรู้สึกสนุก และอยากพัฒนาตัวเองให้เก่งยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

สมัยนั้นตกเย็นหลังเลิกเรียน ผมมักหอบงานอาร์ตเวิร์คหนังสือกลับมาทำที่บ้าน ยังโดนป๊าด่าอยู่เลยว่า “ป๊าส่งเอ็งไปเรียนเป็นวิศวกรไม่ใช่เหรอ แล้วนี่เอาเวลามาทำอะไร หนังสือหนังหาไม่เคยเห็นจะหยิบมาอ่าน”​ (ฮา)

หลังเรียนจบผมใช้ชีวิตเป็นวิศวกรอยู่นานร่วม 10 ปี โฟกัสที่วิชาชีพวิศวกรเต็มตัว โดยไม่เคยคิดเลยว่า สุดท้ายแล้ววันหนึ่งจะได้กลับมาทำงานเกี่ยวกับหนังสืออีก

แล้วมันพลิกกลับมาได้ยังไง?

คนที่สะท้อนให้ผมได้มองเห็นตัวเอง ก็คือ ภรรยาของผมครับ ในสมัยที่ยังเป็นแฟนกัน เธอสังเกตเห็นว่าผมชอบเดินเข้าร้านหนังสือ เรียกว่าเดินเข้าได้ทุกวัน จะซีเอ็ด นายอินทร์ หรือแม้แต่แผงหนังสือตามร้านตึกแถว ผมชอบหยุด ชอบหยิบ ชอบหาเรื่องใหม่ๆมาอ่าน จนเธอสังเกตว่าลักษณะของผมมันเกินกว่าแค่คนที่รักการอ่าน วันหนึ่งเธอบอกกับผมว่า

“พี่เคยสังเกตตัวเองเวลาอยู่ในร้านหนังสือมั้ย พี่ดู Happy มาก นี่ถ้าพี่มีหนังสือเป็นของตัวเองสักเล่ม พี่ต้องยิ่ง Happy สุดๆแน่ เผลอๆ มีแอบมาเฝ้าที่ร้าน ดูว่าใครหยิบหนังสือตัวเองบ้าง”

สุดท้ายเธอนี่แหละ เป็นคนยุให้ผมทำงานหนังสือ และทำให้ความคิดจรสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ที่เคยอยากจะมีหนังสือเป็นของตัวเองสักเล่มกลับมาโลดแล่นอีกครั้ง

หลังจากวันนั้น ผมเร่ิมจากติดต่อขอแปลหนังสือจากซีเอ็ด จากนั้นก็เริ่มเขียนหนังสือตัวเอง จนมาถึงวันนี้ ผมเป็นทั้งนักแปล นักเขียน บรรณาธิการ และเจ้าของสำนักพิมพ์ไปแล้ว

ใช่! ผมค้นพบแล้วว่าอะไร คือ งานที่ผมอยากทำไปตลอดชีวิต ทำได้ทุกวัน ไม่มีเบื่อ และไม่เคยรู้สึกเลยว่ามันเป็นงาน

หลายคนที่ได้ฟังผมเล่าเรื่องนี้ ยังอุตสาห์ชมว่าผมโชคดี แต่ผมไม่รู้สึกอย่างนั้น “โชคดีตรงไหนวะ กว่าจะรู้ว่าตัวเองชอบอะไร ใช้เวลาตั้ง 10 ปี”

แต่ถึงวันนี้ผมว่า 10 ปีที่ได้มั่ว ได้ลอง ได้ลุย ไม่มีอะไรเสียหายเลยนะครับ ตรงกันข้ามกับรู้สึกคุ้มค่า เพราะ 10 ปีที่ทดลอง แลกไม่ได้กับอีกทั้งชีวิต ที่ผมจะได้อยู่กับสิ่งที่รัก

และนี่คือเหตุผลที่ทำให้ผมเชื่อในทฤษฎีลากเส้นต่อจุดของจ๊อบส์ และอยากให้คุณเชื่อเหมือนกันกับผม

จำไว้ว่า …

“อะไรคือสิ่งเหมาะกับเรา ใช้การเล็ง การมองด้วยตาเพียงอย่างเดียวไม่พอและไม่มีทางเจอหรอกครับ มันต้องพิจารณากันด้วยหัวใจประกอบด้วย”

ถ้าคุณลงทุนค้นหาอย่างจริงจัง ประสบการณ์แห่งความสุขที่มากพอ จะเป็นตัวเฉลยปริศนาแห่งชีวิตให้คุณได้ค้นพบตัวตนของคุณได้เอง

ชอบอะไร อยากทำอะไร จงลงไปขลุกกับสิ่งนั้น อย่ามัวแต่มอง หรือเอาแต่เล็ง เพราะนั่นไม่ใช่วิธีที่จะทำให้คุณค้นพบตัวเองได้

OPEN MIND, OPEN WILL ครับ

2 thoughts on “ค้นหาจึงค้นพบ

  1. tipsiam September 19, 2017 / 8:18 AM

    ขอบคุณครับโค้ช

    Like

  2. นก September 22, 2017 / 9:07 AM

    เป็นบทความที่ดีมากๆครับ

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s