ความทรงจำทางการเงินในวัยเด็ก

watch1

ครั้งหนึ่งสมัยเรียนอยู่ชั้น ป.4 ผมจำได้ว่าตัวเองเคยติดใจนาฬิกาอยู่เรือนหนึ่ง มันเป็นนาฬิกาตัวเรือนสีเงิน หน้าปัดเป็นรูปสี่เหลี่ยม สายเป็นหนังสีดำ สวยสะดุดตากว่าเรือนใดในตู้โชว์

ทุกครั้งเวลาเดินกลับบ้าน ผมจะต้องแวะดูนาฬิกาเรือนนี้ทุกครั้ง มองดูมัน เหมือนจะคอยตรวจสอบว่า มีใครซื้อนาฬิกาของผมไปหรือยัง เมื่อเห็นว่ายังไม่มีใครซื้อ ก็จะหยุดยืนดูมันอยู่สักพัก แล้วก็ค่อยเดินกลับบ้าน

อาจเป็นเพราะเพิ่งจะดูนาฬิกาเป็น และเริ่มรู้ว่านาฬิกาสำคัญกับการดำรงชีวิตอย่างไร จึงสนใจและอยากมีนาฬิกาเป็นของตัวเอง แต่สุดท้ายก็ทำได้แค่ดู เพราะไม่มีสตางค์ ยิ่งเมื่อเทียบราคากับนาฬิกาเรือนอื่นๆ แล้ว ต้องถือว่าราคาของมันค่อนข้างสูง

หลายร้อยบาทในยุค 30 กว่าปีที่แล้ว ถือได้ว่าไม่เบาเลยทีเดียว

ด้วยความอยากได้ ผมครุ่นคิดอยู่นานว่าจะขอป๊าซื้อนาฬิกาเรือนดังกล่าวดีหรือไม่ เพราะจากการคาดการณ์แล้ว มีโอกาสอยู่ไม่น้อยที่จะโดนด่า

“ยังหาเงินเองไม่ได้ จะใช้ของแพงแบบน้ันไปทำไม” ……. (อันนี้เป็นคำตอบของป๊าที่ผมพยากรณ์เอาไว้ล่วงหน้า)

แต่เมื่อความต้องการมันสุมมันรุมเร้า ผมจึงตัดสินใจเสี่ยงเอ่ยปากขอป๊า โดยชักแม่น้ำทั้งห้ามาเป็นเหตุผล ซึ่งคิดว่าไม่น่าจะต่างกับเด็กสมัยนี้เวลาอยากได้โทรศัพท์มือถือ

“เอาสิ ……” คำตอบของป๊า ทำให้ผมแทบไม่เชื่อหูตัวเอง

“แต่ …. (ว่าแล้ว) ต้องทำงานช่วยร้าน 2 วัน เสาร์–อาทิตย์นี้ ตั้งแต่เปิดร้านจนปิดร้าน ถ้าทำได้ คืนวันอาทิตย์เราจะไปซื้อนาฬิกากัน“

ความโลภเป็นเหตุ ไม่เจตนา ผมตกปากรับคำแบบไม่คิดจะเจรจาต่อรองใดๆ

บ้านของผมเป็นร้านขายอะไหล่รถยนต์ย่านบางกะปิ เปิดตั้งแต่ 08.00 – 20.00 น. มีลูกค้ามากมายทั้งขาจร ขาประจำ รวมถึงอู่ซ่อมรถในละแวกใกล้เคียง ร้านเราเป็นที่รู้จัก เพราะชื่อเสียงของป๊าที่คนในย่านนั้นยอมรับนับถือ โดยเฉพาะเรื่องของความใจกว้าง และความซื่อสัตย์

เมื่อถึงวันเสาร์ ป๊าปลุกผมตั้งแต่ 7 โมงเช้า (ปกติวันเสาร์อาทิตย์ ผมตื่น 10 โมงนะ ให้ตายสิ!) ป๊าให้ผมช่วยลำเลียงแกลลอนน้ำมันไปจัดวางหน้าร้าน เด็ก ป.4 อายุ 10 ขวบ ยกน้ำมันข้างละ 1 แกลลอน เรียงจนหมด 5 ลัง ที่เจ๋งมากคือป๊าไม่ช่วยยกเลยสักแกลลอนเดียว

หลังจากนั้น ก็ปีนขึ้นไปทำความสะอาดหยากไย่ที่เกาะราวสายพาน กวาดร้าน และจัดของให้เข้าที่เข้าทาง จนร้านพร้อมเปิด แล้วก็คอยสแตนบายเป็นเด็กวิ่งหยิบของบ้าง เฝ้าร้านเวลาป๊ากับแม่ขึ้นไปหยิบของชั้นบนบ้าง เป็นอย่างนี้อยู่ตลอดทั้งวัน

ป๊าบอกว่า “กว่าจะขายของได้เงินมันเหนื่อย ถ้าใครมาเอาเปรียบขโมยของเราไป เราจะเสียหายทั้งกำไรและทุน” ดังนั้นจึงสั่งให้ผมนั่งเฝ้าร้านไว้

“ค้าขายต้องไม่เอาเปรียบลูกค้า และในขณะเดียวกัน ก็อย่าให้ลูกค้าเอาเปรียบ ทุกอย่างต้องแลกเปลี่ยนอย่างตรงไปตรงมา” ป๊าสอน

ตลอดทั้งวัน ผมทำงานโดยไม่ปริปากบ่น แว๊บหนึ่งที่ผมคิดขึ้นมาได้ ขณะที่วิ่งไปวิ่งมาในร้านก็คือ “เรียนหนังสือสบายกว่าแยะเลย“

สิ้นวันผมเหนื่อยมาก หลังอาบน้ำ ผมสลบและหลับสนิท ตื่นอีกทีก็เช้าโน่นเลย

วันถัดมา ป๊าสอนให้ผมอาจโค้ดราคาสินค้า เนื่องจากร้านอะไหล่แบบเรา จะไม่ติดราคาสินค้าประเจิดประเจ้อ แต่จะใช้โค้ดเป็นตัวบอกทั้งต้นทุน และราคาขาย

“Aพจ Aชจ” หมายถึง ต้นทุน 160 บาท ราคาขาย 180 บาท ถ้าจะลดให้ลูกค้า ก็อย่าทะลึ่งลดเกินราคาทุน

วันอาทิตย์เป็นวันที่ลูกค้าไม่ได้เยอะมาก ตอนแรกก็รู้สึกดีที่ว่าง ไม่ต้องวิ่งขึ้นวิ่งลงให้เหนื่อย แต่พอว่างนานไป ก็เริ่มสงสัยว่า แล้วร้านจะเอาเงินมาจากไหน ร้านเปิด 08.00 น. ลูกค้าคนแรกเข้าร้านเราตอน 10.00 โมง

ลูกค้าคนแรกของวันต้องการซื้อหัวเทียน ป๊าหยิบหัวเทียนส่งให้ผมแสดงฝีมือคิดราคา ทันทีที่ผมบอกราคาขาย ป๊ายิ้มดูภูมิใจ แต่ผมกลับรู้สึกเศร้าใจ เพราะสองชั่วโมงที่รอคอยลูกค้าคนแรก เรามีกำไรจากหัวเทียน 1 หัว เพียง 20 บาท

แล้วบรรยากาศอันแสนเงียบเหงาในวันอาทิตย์ก็ดำเนินไปเรื่อยๆ ลูกค้าเข้ามาที่ร้านแบบนับคนได้ ป๊าบอกว่าวันอาทิตย์เป็นวันเที่ยวของครอบครัวส่วนใหญ่ เลยอาจมีลูกค้าน้อยไปสักนิด แต่ก็มาเรื่อยๆ

ทุกครั้งที่ว่าง ป๊าจะเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในร้าน รวมไปถึงวิธีการเอาใจใส่ลูกค้าในแบบของป๊าให้ฟัง ป๊าบอกว่า “คนค้าขายต้องรู้ใจลูกค้า ถ้าชนะใจลูกค้า เข้าใจลูกค้า ขายอะไรก็ขายได้”

ตกเย็นป๊าพาผมเดินข้ามถนนไปที่ร้านนาฬิกา จำได้ว่าวันนั้นผมยืนมองนาฬิกาที่ชอบอยู่นาน ก่อนจะตัดสินใจบอกให้ป๊าซื้อนาฬิกาลายการ์ตูนอีกเรือนหนึ่ง

“ใช่อันนี้เหรอ ที่อยากได้” ป๊าถามพลางมองหน้าผม ผมนิ่ง ก่อนจะส่ายหัว “แล้วทำไม ไม่ซื้อของที่เราอยากได้” ป๊าถาม

“มันแพง” ผมตอบ

สองวันเต็มของการทำงาน มันทำให้ผมเห็นคุณค่าของเงิน เห็นคุณค่าของการทำงานหนัก (นาฬิกาแพงขนาดนั้น ต้องขายหัวเทียนหลายสิบหัวกว่าจะซื้อได้) และที่สำคัญที่สุด เห็นความรักของป๊าที่สอนบทเรียนชีวิตให้ผมอย่างอดทน

สุดท้ายวันนั้น ป๊าซื้อนาฬิกาเรือนที่ผมชอบให้ มันเป็นนาฬิกาเรือนแรกในชีวิต เป็นของขวัญอันทรงคุณค่า เพราะมันแลกมาด้วยการทำงาน ผมดีใจมาก เห่อสุดๆ จนต้องใส่มันนอนด้วย

ป๊าบอกว่า “คนเราทำงานหนัก ก็ต้องใช้จ่ายให้เป็น มันไม่ขึ้นอยู่กับว่าแพงหรือถูก ถ้ามันดีกว่า คุ้มกว่า ใช้ได้นานกว่า การซื้อของแพง ก็ไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย”

สิ่งที่ไม่น่าเชื่อก็คือ บทเรียนเล็กๆของการทำงานสองวันนั้น ยังคงติดตัวผมมาจนถึงทุกวันนี้

ทุกวันนี้ ผมไม่เคยใช้ชีวิตแบบจำกัดจำเขี่ย ถ้าสิ่งใดที่จำเป็นและผมต้องการมัน ผมจะแลกมันด้วยการทำงานหนัก และส่ิงของใดที่จำเป็น ผมจะเลือกสิ่งที่คุ้มค่าที่สุด

เมื่อนึกย้อนกลับไปยังบทเรียนในวันนั้น ผมจะรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองเสมอ และอดไม่ได้ที่จะนึกถึงป๊า ครูการเงินคนแรกในชีวิต ที่สอนการเงินให้ผมด้วยความรัก จนทำให้ผมมีภูมิคุ้มกันทางการเงินติดตัวมาจนปัจจุบัน

แม้วันนี้ป๊าจะไม่อยู่แล้ว แต่บทเรียนทางการเงินอันทรงคุณค่าบทเรียนนี้และบทเรียนอื่นๆยังคงอยู่ และจะถูกส่งต่อไปยังลูกๆของผมด้วยความรัก เหมือนอย่างที่ป๊าส่งมอบมันให้กับผมอย่างแน่นอน

ขอบคุณครับป๊า …​ หนุ่มคิดถึงป๊าครับ!!

4 thoughts on “ความทรงจำทางการเงินในวัยเด็ก

  1. ชาญชัย September 12, 2017 / 8:00 AM

    แม้พ่อผมจะไม่ได้สอนแบบที่อ่านนี้ แต่เมื่อได้อ่านแล้ว กลับนึกถึงตัวเองตอนเด็กครับ ว่า ผมเคย อยาก ได้ ของ เล่น แต่ก็รู้ตัว ว่า ครอบครัว ยาก จน เลยต้องทำใจ นะครับ

    Like

  2. nok September 15, 2017 / 9:14 PM

    เป็นคำสอนที่มีคุณค่าแก่ชีวิตมากๆครับ

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s